RECOMMENDED POSTS, TRENDING POSTS

กำเนิดภูกระดึง

admin

admin


เรื่องโดย คมฉานตะวันฉาย

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ภูกระดึง ปิดภู ซึ่งปิดมาตั้งแต่เดือนมิถุนาและจะไปเปิดเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งในช่วงเวลา 4 เดือนนี้    ถือเป็นช่วงที่ธรรมชาติบนภูกระดึงได้พักผ่อน    คืนความเป็นธรรมชาติ คืนพื้นที่ให้สัตว์ป่าได้ใช้ชีวิต ได้ใช้บ้านเขาอย่างอิสระ  โดยไม่มีมนุษย์ไปรบกวน   หมาในจะไล่ต้อนกวาง   ช้างจะรื้อถอนต้นไม้ก็เป็นเรื่องของช้างของหมามัน ต้นไม้ใบหญ้าได้พักฟื้น เจ้าหน้าที่เองก็จะได้มาทำหน้าที่อื่น ไม่ต้องไปเดินไล่นักท่องเที่ยวให้กลับเมื่อจะเย็น ในเส้นทางเลียบน้ำตก เหมือนช่วงเปิดภู   ถือโอกาสซ่อมแซมบ้านพัก ห้องน้ำ  ปรับปรุงเส้นทาง  ซ่อมป้าย  ออกไปทำงานอย่างอื่น ธรรมชาติก็ได้ซ่อมแซมตัวเองเพื่อรอการขึ้นมาเยือนของนักท่องเที่ยวอีกครั้งในช่วงเปิดภู  1  ตุลาคม เป็นต้นไป   ซึ่งผมว่าเป็นการจัดการที่พอเหมาะพอควร ไม่โลภจนมองว่าธรรมชาติต้องนำมาทำเงินทำทองอย่างเดียว   ควรจะมองธรรมชาติเป็นเรื่องของคุณค่าที่เกิดจากการเรียนรู้   เพื่อสร้างสำนึกรักธรรมชาติให้แผ่กว้างไปมากๆ    เราจะได้มีคนพูดแทนป่า แทนทะเล แทนแม่น้ำและแทนธรรมชาติให้มากๆ   ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้เพราะมีคนพูดแทนธรรมชาติน้อยเกินไปและคิดถึงธรรมชาติ น้อยเกินไป 

มีคนเล่าเรื่องภูกระดึงหลายแง่มุม  วันนี้เลยอยากเล่าเรื่องการก่อเกิดของภูกระดึงในมิติทางด้านธรณีของภูแสนสวยแห่งนี้    เพื่อเป็นการรู้จักภูกระดึงให้มากขึ้น    ซึ่งการเรียนรู้นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ที่ก้าวย่างเดินเท้าตั้งแต่ก้าวย่างแรกเลยก็ว่าได้    เมื่อพร้อมเรามาเดินเท้าขึ้นภูกระดึงกัน

ผาหล่มสัก

ภูเขาหลังแปและใหญ่กว่าเสาเฉลียง

มีคนอุปมาดั่งนี้ ว่าภูกระดึงก็คือเสาเฉลียงขนาดใหญ่   ซึ่งแท้จริงอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด    เพราะเสาเฉลียงเกิดจาก  น้ำ ลม ที่กัดกร่อนหินทราย เหลือส่วนยอดที่แข็งแกร่ง จนดูเหมือนเสาที่มีหมวก มีลักษณะเป็นเสาอย่างชัดเจน แต่ภูกระดึงนั้น มีขนาดใหญ่จนเป็นแผ่นดินซ้อนแผ่นดิน    ไม่ได้เป็นเสาและไม่มีหมวกซ้อนบนหัวเสาอย่างเสาเฉลียง

ธรณีสัณฐานของภูกระดึงเป็นหินทราย ซึ่งก็คือธรณีสัณฐานส่วนใหญ่ของภาคอีสานนั่นเอง ซึ่งหินที่ปรากฏเป็นภูกระดึง เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหินโคราช หินกลุ่มนี้มีอายุราว   1600-100 ล้านปี มาแล้ว   ภาคอีสานบ้านเราเมื่อเป็นแสนเป็นล้านปีก่อนมันเป็นทางน้ำโบราณที่น้ำมันไหลพัดพาเอาตะกอนต่างๆ  มาตามน้ำ(หินในอีสาน ถ้าสังเกตจะเห็นรอยเฉียงระดับ ที่เป็นร่องรอยทางน้ำไหลโบราณปรากฏในหินทรายในสถานที่ต่างๆอย่างชัดเจน) บางทีก็พัดพาเอาเศษซากไดโนเสาร์มาด้วย    แล้วสะสมซ้อนทับกันกลายเป็นชั้นหิน ซึ่งเรารู้กันแล้วว่าหินทางอีสานนั้นเป็นหินทราย     หินทรายก็เป็นพวกหินตะกอนชนิดหนึ่ง  ซึ่งชื่อมันก็บอกว่ามันเป็นหินมาจากการสะสมของตะกอนหินที่เก่าแก่กว่ามันทั้งหลายผุสลายลงแล้วน้ำพัดพามา มาถึงตรงนี้ขอแทรกนิดหนึ่ง คือหินตะกอนนี้ เป็นรหนที่มาอุบัติบนผิวโลก มี 3 พวก คือ

    หินตะกอนเนื้อเม็ด (clastic sedimentary rock) เช่น หินกรวดมนและหินกรวดเหลี่ยม (conglomerate and breccia) หินทราย (sand stone) หินทรายแป้ง (slit stone) หินดินดาน (shale) และ หินโคลน (mudstone)

    หินตะกอนเคมี (chemical sedimentary rock) เช่น หินปูน (limestone) หินโดโลไมต์ (dolomite) หินอีแวพอไรท์ (evaporite) และ หินเชิร์ต (chert)

    หินตะกอนชีวภาพ (biological sedimentary rock) เช่น ถ่านหิน (coal) หินชอล์ก (chalk) ไดอะตอมไมท์ (diatomite) หรือดินเบา และ หินโคคีนา (coquina)

รูปทรงหลังแปของภูกระดึงที่มาจากหินชั้นแบบเนื้อเม็ด

ดูเรื่องนี้

กรณีของภูกระดึงจะเป็นหินตะกอนเนื้อเม็ด   ทีนี้การสะสมของตะกอนก็ไม่ได้มีตะกอนจากหินเก่าแก่กว่ามันแบบเดียวกันหรือชนิดเดียวกันมาสะสมอย่างสม่ำเสมอ     มันแล้วแต่ว่าน้ำในอดีตในแต่ละช่วงฤดูกาลพัดพาเอาอะไรมา   และพัดพามามากน้อยขนาดไหน    ไหลมารุนแรงหรือไหลเอื่อยๆ  หินตะกอนมันเลยมักเป็นชั้นๆ มาซ้อนทับกัน    อยากให้สังเกตดูก้อนหินต่างๆ ตั้งแต่ที่เราเดินขึ้นไปตั้งแต่ด้านล่าง    หรือบนหลังแปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ จะเห็นรอยเฉียงระดับที่ปรากฏตามก้อนหิน    ซึ่งเป็นร่องรอยของการไหลของธารน้ำในสมัยโบราณนั่นเอง   เพียงแต่ร่องรอยที่ปรากฏบนหินบนภูกระดึงเหล่านี้ ยังบอกทิศทางไม่ได้  เพราะหินมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งจากการหักตก  

หินโคลนจากด่านถึงซะแฮก

โลกเรามันไม่ได้อยู่นิ่ง ยังมีการเคลื่อนตัว พอเปลือกโลกมันเคลื่อนที่แล้วดันกันจนแผ่นดินส่วนหนึ่งยกตัวขึ้นเป็นที่สูง กลายเป็นภูเขา กลายเป็นที่ราบสูง ก็มาจากเหตุนี้ แผ่นเปลือกโลกที่มันถูกดันถูกบีบให้ยกตัวสูงขึ้นก็เลยมีรอยแตกขึ้นมา  รอยแตกนี่แหละที่มันก็จะผุกร่อนด้วยลมที่พัด  ด้วยน้ำที่ไหล ผุพัง กัดกร่อนไปเรื่อยๆ  ตรงไหนที่แข็งแรงทนทานหน่อยก็ยังทนอยู่ได้นาน สึกกร่อนช้า   ตรงไหนที่จับตัวกันไม่แข็งแรงก็จะผุกร่อนไป   และการผุกร่อนก็จะผุพังไปเป็นชั้นๆ   เพราะมันเป็นหินที่มาจากการสะสมเป็นชั้นๆ   เราจึงมักเห็นภูทางอีสาน จะมีหลังตัด หลังแปแทบทั้งนั้น ถ้าไปทางภูเรือจะเห็นภูที่มันเอียงขึ้นไป แล้วมีหน้าผาหักตัดลง ไปในทิศทางเดียวกันหลายภูก็เพราะแผ่นดินมันยกชั้นหินตรงนั้นเอียงขึ้นนั่นเอง

ทีนี้เราลองมาสังเกตกันว่าจริงไหม?

เมื่อเราเริ่มเดินขึ้นจากด่านตรวจจากตีนภู ไปจนถึงซำแฮกและเลยซำแฮกขึ้นไปอีกหน่อย    ขอให้สังเกตพื้นดินในช่วงนี้ มันจะเป็นดินแบบดินเหนียวเป็นแผ่นๆ เป็นพวกหินทรายแป้ง  หินโคลน   กรวด    สังเกตหินมันจะเป็นแดงๆ  อมม่วง เปราะแตกง่าย เป็นฝุ่นผง   หินพวกนี้จะอยู่ในช่วงยุคจูราสสิคตอนปลาย ประมาณ 160-145 ล้านปี    ชั้นหินพวกนี้จะเป็นแบบเดียวกับที่ภูน้อย  กาฬสินธุ์    ซึ่งพบเห็นซากฟอสซิลสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายชนิดนั่นเอง

ครั้นเดินขึ้นไปเรื่อยๆจนเลยซำแคร่ไป ก่อนจะขึ้นหลังแป ช่วงที่เป็นบันไดเหล็กสูงๆ สังเกตช่วงนี้จะเห็นหินก้อนใหญ่ๆ กองกันระเกะระกะ ซึ่งเราต้องปีนป่ายตามก้อนหินต่างๆ    หินพวกนี้เดิมก็เป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินที่เป็นหลังแปนั่นเอง    แต่มันถล่มลงมา    หินพวกนี้จะเป็นหินทรายเนื้อควอตซ์ มีหินทรายแป้ง   มีหินโคลนปนบ้าง    เป็นหินยุคครีเทเชียสตอนต้น   ซึ่งมีอายุราว 145-100 ล้านปีมาแล้ว     ซึ่งเมื่อเราเดินบนหลังแป   เราจึงเห็นพื้นดินเป็นดินทรายนั้นเอง    โดยเฉพาะทางเดินฝั่งหน้าผานี่เป็นดินทรายละเอียดปรากฏให้เห็น ซึ่งมันก็ผุพังมาจากหินทรายเนื้อควอตซ์พวกนี้นี่เอง

หินโคลนที่ซ้อนทับกัน

ด้วยความที่หินทรายมันเป็นหินตะกอนที่เป็นชั้นๆ  วางทับๆกันอย่างที่บอก    นักธรณีเคยบอกว่าหินทรายหรือหินตะกอนนี้มันเป็นชั้นๆ  เหมือนขนมชั้นวางซ้อนกัน   คุณสมบัติของขนมชั้นคือ    สามารถลอกออกมาได้เป็นชั้นๆ ทีนี้เมื่อแผ่นดินมันยกตัวขึ้นจนเป็นภูเขา  ส่วนที่อยู่กลางๆ แผ่น ที่เป็นชั้นบน   ก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหลังแป     แต่ส่วนขอบๆแผ่น   พอแผ่นดินมันถูกดัน มันก็มีรอยแตก  เมื่อมาอยู่ตรงขอบหรือปลายแผ่น   เมื่อมีน้ำเซาะตามรอยแตก  ส่วนที่เคยหนุนแผ่นก็เริ่มสึกกร่อนไป  พอไม่มีอะไรมาหนุน   ส่วนของชั้นที่อยู่ปลายแผ่นด้านบน   ก็ถล่มลงมา  และหักโค่นลงมาเป็นชั้นๆ  ยกตัวอย่างที่ผาแต้ม ที่เพิ่งมีหน้าผาถล่มไปเมื่อปลายปี   58  แล้วเพิ่งมาเป็นข่าวต้นปี  59  หน้าผาของอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว    ก็เคยถล่มลงมาเมื่อราว 20 ปีก่อน       ส่วนที่ภูกระดึง ทางเดินขึ้นยอดภู นับจากซำแคร่ เคยมีการเปลี่ยนจุดเดินขึ้นหลังแปมาแล้วอย่างน้อยก็ 1 ครั้ง เมื่อเกือบ  20 กว่าปีก่อน เพราะหน้าผาถล่ม จนต้องเปลี่ยนจุดขึ้นหลังแปใหม่ มาเป็นในปัจจุบันนี่เอง

หินที่ถล่มลงมาบางก้อนมีทางน้ำไหล

เวลาที่เราจะขึ้นถึงหลังแป  มันถึงชั้นที่ชันดิก แต่ก่อนจะชันเราต้องผ่านบริเวณที่หินมันถล่มลงมาก่อน นั่นแหละคือกลุ่มหินที่เป็นปลายแผนด้านบน แต่มันถล่มลงมาก่อน    ภูกระดึงมันถึงมีขอบหน้าผาที่หินถล่มลงไป เปิดโล่งให้ได้เห็นวิวทิวทัศน์กันโดยรอบ   แม้กระทั่งทางป่าปิด ผาส่องโลกที่เขาไม่ให้เข้าก็เป็นหน้าผาแบบนี้เช่นกัน จริงๆ ลักษณะแบบนี้มันก็คล้ายกันหมดในภูภาคอีสาน   คือจะมีหน้าผาแบบนี้    ซึ่งหินปลายชั้นบนถล่มลงมา  แล้วก็ถึงจะเป็นไหล่ภู   ในระดับล่างต่อเนื่องลงมา อย่างเช่น ภูหอ ภูผาจิต เป็นตัวอย่างให้เข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้

แล้วผาหล่มสักมีโอกาสหักตกลงมาไหม ?

ไม่ว่าจะเป็นผาหล่มสัก  ผาหำหด  หรือผาอะไรก็ตาม ที่เราเห็นเป็นชะง่อนยื่นออกไปจากแนวหน้าผานี้    ก็ล้วนมีโอกาสหักลงมาทั้งนั้น   ให้สังเกตุเมื่อไปยืนบนหน้าผาเหล่านี้ ให้ก้มมองด้านล่าง จะเห็นหินที่มันถล่มลงไป  ซึ่งในอดีต หินเหล่านี้มันก็เคยอยู่ด้านบนหน้าผา   เหมือนผาหล่มสัก ผาหำหดเหมือนกัน       ถ้าแผ่นหินมันมีรอยแตก มันรับน้ำหนักด้านปลายมาก และฐานรองแผ่นมันสึกกร่อน (กรณีที่หน้าผาแต้ม หักถล่มลงล่าสุดก็เพราะแผ่นดินมีรอยแตก และหินที่รองแผ่นหินด้านล่างสึกกร่อน)   โอกาสหักของผาหล่มสักก็มีเหมือนกัน    แต่น่าจะอีกนาน เพราะชั้นหินยังหนาเตอะ   ที่น่ากลัวคือแผ่นหินอย่างผาหำหด  ที่ไทรทองมากกว่าที่เห็นแล้วน่าเสียวไส้ เพราะแผ่นมันบางเหลือเกิน

หินที่ถล่มลงมา
น้ำตกเพ็ญพบ ที่น้ำจักัดชะก้อนหินจนเว้าแหว่งลงไปเรื่อย

ทำไมภูกระดึงถึงเป็นรูปหัวใจ…?

เราจะเห็นว่า ชั้นหลังแปของถูกระดึง ทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้น   มีรอยเว้าเข้ามา   เมื่อมองจากมุมสูง จึงดูเป็นรูปหัวใจ       อย่างที่บอกไปแล้วว่าน้ำนี่แหละที่มันจะชะ   ทำให้หินทรายผุกร่อนไปเรื่อยๆ    บริเวณที่เราเห็นเป็นร่องเข้ามาจนดูเหมือนขั้วหัวใจ    ก็คือส่วนของหินชั้นบนที่มันผุกร่อนง่าย    เดิมมันอาจจะผุเข้ามานิดเดียวจากขอบผา แต่เมื่อหมื่นปีแสนปี มีน้ำไหลลงไปเรื่อย  ก็จะกัดกร่อนหินทรายเหล่านี้  ให้ผุพังเข้ามาเรื่อยๆ    รออีกสักหมื่นปี แสนปี ภูกระดึงอาจจะถูกชะจนขาด  กลายเป็นเกาะสองเกาะก็อาจจะเป็นได้ จากในภาพสามมิติที่เอามา  ก็จะเห็นแล้วว่า กลางหัวใจมันมีรอยผ่าแล้ว นั่นแหละครับ เดี๋ยวมันก็ถูกแบ่งเป็นแผ่นดินสองส่วน    ใครไม่เชื่อก็รอพิสูจน์ แค่นับหมื่นนับแสนปีเอง….ไม่นานหรอกครับ

จะเห็นว่าจริงๆแล้วมนุษย์นั้นเล็กจ้อยมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เวลาของมนุษย์ก็แสนสั้นเมื่อเทียบกับธรรมชาติที่นับกันเป็นหมื่นเป็นแสนปี ดังนั้นมนุษย์อย่าผยองกันนักเลย เคารพธรรมชาติกันบ้าง…

    ………………………………………..

(เนื้อหาความถูกต้องทางธรณีตรวจทานแล้วโดย ผอ.พิทักษ์ เทียวมวงศ์  สำนักทรัพยากรธรณี  เขต 2 ขอนแก่น)

ป้ายกำกับ:,




Leave a Comment