พิชิตยอดเขาโมโกจู จากประสบการณ์แบบผู้หญิงๆนักเดินทาง ตอนที่3

ภาพบนยอดเขาโมโกจู ตรงหน้าที่ได้เห็นมันก็สวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูตาไปเลยละค่ะ การเที่ยวธรรมชาติมันก็ดีอย่างนี้แหล่ะ เพราะในทุกๆ ครั้งเราไม่อาจจะกำหนดได้ว่าจะได้เห็นแบบไหน สวยมาก สวยน้อยแตกต่างกันไป มันทำให้เราสามารถมาเที่ยวที่นี่ได้อีกซ้ำๆ เพราะครั้งหน้าเราอาจจะได้เห็นภาพที่งดงามกว่านี้ก็เป็นได้ 



เย็นวันนั้นเพื่อนร่วมทริปหลายคน เตรียมเสื้อกันหนาวขึ้นไปด้วยเพื่อจะรอถ่ายรูปดาวกัน แต่สำหรับเราต่อให้อยากอยู่มากมายซักแค่ไหน แต่ด้วยรู้สภาพตัวเอง ว่าคงจะไม่ไหวด้วยอาการป่วยจึงลงมาจากยอดเขาก่อนเพื่อนๆ ในใจก็คิดเอาไว้ซักวัน จะกลับมาอีก มาดูดาวที่ยอดเขาโมโกจู   จากยอดเขาเดินลงมาก็มืดซะแล้ว หมอนไฟโซลาเซลที่ตากแดดไว้บนกระเป๋าทั้งวันก็ได้ใช้ประโยชน์ตอนนี้แหล่ะ ส่องสว่างแทนไฟฉายได้ดีเลยละ ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ด้วย แค่เก็บแสงแดดระหว่างเดินมาใช้ตอนกลางคืน 







คืนที่สองนี้ ไม่มีน้ำอาบ (แอบดีใจ เพราะอากาศเย็นมาก) ไม่ต้องอาบน้ำแต่ต้องทำความสะอาดร่างกายกันซักหน่อยด้วยการเช็ดตัวด้วยทิชชูเปียกที่เตรียมมาด้วย  ที่นอนคืนนี้คือแค้มป์ตีนดอย อากาศจึงหนาวกว่าคืนแรกมากเพราะลมแรงเหลือเกิน อีกอย่างที่สำคัญคือไม่มีห้องน้ำ ใครจะทำธุระก็หามุม หาหลุ่มกันเอา  คืนนี้อาการไข้เหมือนจะหนักขึ้น อาจจะเพราะลมแรง แต่ก็ไม่ได้หนักมากเกินไปที่จะพาให้หลับก่อนเพื่อนๆ ที่ไปถ่ายรูปดาวบนเขาได้ ประมาณสองทุ่ม พวกเค้าก็กลับมากัน ใครที่ไปดูดาวก็จะกลับลงมากินข้าวมื้อเย็นตอนสองทุ่มนี่แหล่ะ ส่วนใหญ่จะพกขนม พกน้ำ พกมาม่าแห้งไปกินกันรองท้องไปก่อน  



นอนคุยกับเพื่อนร่วมทริปที่ไปดาวมาซักพัก ยาแก้ไข้ แก้แพ้ ที่กินเข้าไปเริ่มออกฤทธิ์ และในที่สุดก็หลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้อีกทีเมื่อนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ดัง เช้าวันนี้เรานัดกันเพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น หวังในใจว่าจะได้เห็นทะเลหมอกกับดวงอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้าอย่างในรูป  อาการไข้ยังคงมีอยู่แต่ด้วยความปรารถนาที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาโมโกจู จึงพาตัวเองออกจากถุงนอน แปรงฟัน ล้างหน้า เตรียมไฟส่องสว่างสำหรับเดินขึ้นยอดเขา เพราะเส้นทางยังคงมืดอยู่  เดินไปได้ไม่ถึง 10 ก้าว ความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้น เนื่องจากวันนี้ต้องเดินลงจากเขาแล้ว และเป็นการแบกกระเป๋า 8 กิโล ลงเขา ซะด้วย จึงเปลี่ยนใจกะทันหัน ปล่อยให้พี่บอย สะดุดตาขึ้นไปเก็บภาพกับเพื่อนๆ ร่วมทริปคนอื่น แล้วเราก็กลับเข้าเต้นท์ กินยาแก้ไขอีกเม็ดแล้วนอนต่อ เช้าวันนั้นเราจึงได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากในรูปเท่านั้น 

นอนหลับไปอีกนิด ตื่นขึ้นมาเหมือนจะดีขึ้น รีบเก็บกระเป๋า ออกมากินข้าวเช้า เพื่อเตรียมตัวเดินลงเขา วันนี้เป็นการเดินลงอย่างเดียวเลยค่ะ เดินลงเขาทางเดิมที่เดินขึ้นมา ประมาณ 8 กิโลเมตร ไปจนถึงแค้มป์แม่เรวา แค้มป์แรกที่เรานอน แวะกินข้าวกลางวันที่หอมาตั้งแต่เช้า พร้อมกับเก็บเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้ตั้งแต่คืนแรก ก่อนจะออกเดินอีกประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางไม่ชันมากนักเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกับพื้นราบ จนมาถึงแค้มป์แม่กะสา และเราจะนั่งรถไถจากตรงนี้ไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯ ด้วยระยะทางเท่าเดิมกับตอนมาคือ 16 กิโลเมตร ถึงแค้มป์แม่กะสาก็ประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว 







ลืมเล่าให้ฟังไปว่า 4 กิโลเมตรสุดท้ายนี้ เมื่อยสุดๆ พลังที่มีแทบหมดแล้ว พี่เจ้าหน้าที่ก็เอ๋ยปากว่าจะช่วยแบกกระเป๋าให้ แต่เราคิดว่าเรายังไหว เลยปฏิเสธไป บอกไปว่าถ้าไม่ไหวจริงๆ แล้วจะบอกนะคะ แต่เดินไปซักพักเราก็นั่งพัก เพราะไหล่ซ้ายซึ่งบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกที่เกือบล้มนั่นมันทำท่าจะอักเสบ เลยนั่งพักไหล่ซักหน่อย พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงเดินมาและสะพายเป้ขึ้นหลังไป แล้วบอกว่าจะแบกต่อที่เหลือให้  รอบนี้จึงเลยตามเลยแล้ว ยกกระเป๋าเป้ 8 กิโลกรัม ให้พี่เค้าช่วยแบกให้ ตอบแทนพี่เค้าไปด้วยหมอนไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ ให้พี่เค้าไว้ใช้ตอนเข้าป่าครั้งต่อไป  









แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าโมโกจู  สถานที่ที่เคยคิดไว้ว่าจะมาเพียงครั้งเดียวคือครั้งแรกนี้ กลับดึงดูดให้อยากมาอีกครั้งต่อๆไป  มีความประทับใจมากมายที่สัมผัสได้ด้วยใจ มีความสวยงามที่สัมผัสได้ด้วยตา และประสบการณ์ที่นำมาซึ่งบทเรียนที่ดีให้ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและจดจำเอาไว้ สำหรับเราเองอีกด้วย

การพิชิตยอดโมโกจูนี้ แน่นอนว่าหลายๆ คนรู้ว่ามันคือการเดินป่าที่ค่อนข้างโหด ทางชันมากๆ เพราะฉะนั้นแล้วร่างกายที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะเป็นภาระแก่คนอื่นได้ การป่วยแบบกระทันหันของเราในทริปนี้ทำให้รู้เลยว่า มันหนักหนากว่าการเดินแบบสบายดีหลายเท่า ไปถึงแต่ละจุดช้ากว่าคนอื่น แต่ทริปนี้เราเองก็ประเมินตัวเองตั้งแต่คืนแรกที่เป็นไข้แล้ว และคิดว่าเดินไหว อาจด้วยเพราะเดินทางและออกกำลังกายตลอดจึงทำให้ร่างกายพอรับสภาพไหว พอวันรุ่งขึ้นหลังจากลงเขาก็หายไข้ ส่วนขานั้นก็หายปวดภายในสองวัน นั่นเพราะมีการออกกำลังกายมาก่อน 







สำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาพิชิตโมโกจูนั้น การออกกำลังกายและเตรียมตัวเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ นะคะ และสิ่งที่ต้องมีอีกอย่างคือใจสู้ค่ะ ถ้าใจไหวยังไงก็เดินไหวค่ะ เดินพิชิตยอดเขาโมโกจูไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ดู มีสิ่งน่าสนใจตลอดทางหากเดินกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เค้าจะชี้นู่น นี่ นั่น ให้ดู ตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้าเสือ ขี้สัตว์ต่างๆ เพราะมูลสัตว์แต่ละชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางทีก็หยุดดูนกบ้าง ดูต้นไม้ ดอกไม้บ้าง ก็เป็นความสนุกสนานระหว่างทาง การได้สังเกตุสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ ค่ะ   ใครจะไปพิชิตโมโกจู อย่าลืมออกกำลังกายเตรียมตัวไว้นะคะ  
ขอขอบคุณ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานสุโขทัย  และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวยอดเขาโมโกจูเพิ่มเติมได้ที่ : ททท.สำนักงานสุโขทัย โทร.055-616228-9 ,อช.แม่วงก์ โทร.090-4579291



จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel