ภูสอยดาวในสายหมอก ดอกหงอนนาคในความทรงจำ

นักเดินทางหัวฟู's picture
“ปีนี้ดอกหงอนนาคบนภูสอยดาวเยอะสุดในรอบหลายปีเลยนะ”  ใครบางคนเอ่ยขึ้น...  พอได้ยินแบบนี้ ก็ทำเอาเรารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลยทีเดียว  ทั้งตื่นเต้นกับครั้งแรกของการได้มาเยือนภูเขาที่ถูกขนานนามว่าสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ  และยังแจ็คพอตได้ชมทุ่งดอกหงอนนาคที่บานเยอะสุดๆ ในรอบหลายปีอีกด้วย  สุดยอดไปเลย...Thank You God  

การเดินทางครั้งนี้มันต้องเป็นประสบกาณ์ที่น่าจดจำของเราอย่างแน่นอน  เพียงแค่แค่เริ่มต้นก็สัมผัสได้แล้ว ว่า..มันใช่อ่ะ !!!!  ไปค่ะ ออกเดินทางไปพร้อมๆ กัน 



ภูสอยดาวที่เราได้รู้จักในตอนแรกแรมของการเดินทาง ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคยขึ้นมาพิชิตภูสอยดาว  สิ่งที่หลายๆ คนพูดคือ  “ทางโหดมากนะแต่ข้างบนนั้นก็สวยมากๆ เลย”  “ถ้าชอบเดินป่า ต้องไปที่ภูสอยดาวให้ได้ซักครั้ง” “ทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงอ่อน สวยมากๆเลยแหล่ะ” และที่ว้าวสุดๆ ก็คือ “ดอกหงอนนาคปีนี้เยอะสุดในรอบสิบปีเลยนะ”  ยิ่งกว่านั้น ยังมีการส่งภาพอัพเดทล่าสุดของทุ่งดอกหงอนนาคมาให้ดูในไลน์อีก ทำกันขนาดนี้ แล้วจะห้ามใจยังไงไหวใช่มั้นคะ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจเดินทางในทริปนี้จึงไม่ต้องคิดเยอะมากเลย ถึงแม้ว่าทางจะโหดพอใช้ได้เลยสำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยแบบเรา 

ทริปนี้เราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน มาลงที่สนามบินสุโขทัย แล้วเช่ารถตู้ไปที่อุตรดิตถ์ค่ะ เพราะเราอยากกินทุเรียนลับแล และกินปลาที่เขื่อนสิริกิต์ ด้วย ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ขอแบบเต็มที่หน่อย 

Bangkok Airways  พาเรามาถึงสนามบินสุโขทัย เราก็ขึ้นรถตู้ที่ได้ติดต่อไว้ เพื่อเดินทางไปกินมื้อเย็นกันที่เขือนสิริกิต์ ร้านระเบียงน่าน เป็นร้านที่สามารถมองเห็นสะพานใหญ่ได้ชัดเจนมาก เพราะอยู่ใกล้แค่นิดเดียว มาถึงเขื่อนแน่นอนว่า เราก็ต้องกินปลาเขื่อนแบบที่คิดไว้นี่แหล่ะค่ะ กินเสร็จก็ไปเดินชมวิวบนสะพาน ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังที่พักของเราที่ อ.น้ำปาด โดยหากเดินทางจากเขื่อนสิริกิต์ซึ่งอยู่ที่ อ.ท่าปลา ไปนั้นเป็นระยะทาง ประมาณ 18 Km. เท่านั้น 



เช้าวันใหม่ การเดินทางที่เป็นจุดหมายหลักของเราในทริปนี้ กำลังจะเริ่มต้นแล้วนะคะ... จากที่พักของเรา น้ำปาดรีสอร์ท ไปยังอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ประมาณ 67 Km. ค่ะ ไปถึงก็นำกระเป๋าที่จะจ้างลูกหาบไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อลงทะเบียนขึ้นเขาค่ะ และชั่งน้ำหนักสัมภาระที่จะใช้บริการลูกหาบแบกขึ้นไปค่ะ   ที่ทำการอุทยานฯ ด้านล่าง จะมีร้านอาหาร ร้านสวัสดิการ บริการอาหารและเครื่อวดื่มด้วยนะคะ จากจุดที่จอดรถตู้ไว้ เราต้องนั่งรถอีแต๊กต่อไปยังจุดเริ่มต้นขึ้นภูสอยดาว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที นั่งรถอีแต๊กเล่นก็สนุกดีเหมือนกันนะเนี่ย...

สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปภูสอยดาวนั้น เราจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับเส้นทางเดินในระยะทาง 6.5 กิโลเมตร กับ 5 เนิน ท้าทายพลังกายและพลังใจ ของเรา  เราไม่ขอพูดว่าเนินไหนยากง่ายไปกว่ากัน เพราะเอาจริงๆ มันอยู่ที่ความชำนาญของแต่ละคนด้วยค่ะ  คนที่แพ้การขึ้นลงบันได้เหล็กอย่างเอนจอยกับพี่บอย ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเนินแรกนั่นก็คือ เนินส่งญาติ ค่ะ  เนินนี้จะมีบันได้เหล็กเป็นระยะๆ เพราะทางชันและลื่นสุดๆ หากไม่มีบันได้ แต่สำหรับบางคนก็จะบอกว่าเนินนี้ ไม่หนักมากนัก 

เนินที่สอง คือ เนินปราบเซียน  ตามมาด้วย เนินปราบก่อ ,เนินเสือโครง และเนินมรณะ เท่าที่สอบถามเพื่อนๆ ร่วมทาง หลายๆ คนจะบอกว่า สองเนินสุดท้ายก่อนขึ้นลานสน ซึ่งก็คือเนินเสือโครงและเนินมรณะ เนี่ยเหนื่อยสุด แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ ของแบบนี้มันเฉพาะตัว ต้องมาลองกันเองค่ะ แต่ช่วงเนินมรณะเนี่ย หากมาในวันแดดจัด จะเป็นอะไรที่สุดแสนจะร้อนเลยค่ะ เพราะมันจะเป็นเนินที่มีต้นหญ้าเตี้ยๆ เราจะโดดแดดเต็มๆ หาที่หลบค่อนข้างยาก แต่หากมาในวันที่หมอกลง มันจะฟินแบบสุดๆ เลยค่ะ ซึ่งครั้งนี้เรามากันในวันที่หมอกปกคลุมไปทั้งดอย โอ้ย !!! ฟินสุดๆ อ่ะ  และช่วงที่เดินลงเนี่ย สำหรับเราแล้ว เนินเสือโครง นี่อาจจะลำบากหน่อย สำหรับฤดูฝนแบบนี้ เพราะมันค่อนข้างลื่นและชัน นอกจากทางเดินที่ต่อนข้างไกล ชัน และลื่นแล้ว ในบางช่วงเราก็จะต้องเดินผ่านธารน้ำบ้าง ในช่วงแรกๆ ก่อนจะถึงเนินส่งญาติ ซึ่งมันก็สดชื่นดีเหมือนกันค่ะ ได้ยินเสียงน้ำตกและน้ไหลในธารน้ำ  
สำหรับคนที่กำลังคิดจะไปภูสอยดาว แล้วกังวลว่าตัวเองจะเดินไหวหรือไม่นั้น เราขอเอาตัวเองเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ได้วิเคราะห์และตัดสินใจค่ะ  อย่างเราเนี่ย โดยปกติก็จะเดินทางอยู่บ่อยๆ  เดินป่า ปีนเขาก็เคยมีบ้าง แต่ก็ห่างหายมาร่วมสองปี และเป็นสองปีที่ออกกำลังกายไม่เกิน 10 ครั้ง แต่มาเดินครั้งนี้ก็เดินไหวอยู่ค่ะ แต่ก็จะเดินช้าๆ หน่อย ใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง เลยทีเดียว แวะถ่ายรูปบ้าง ถ่ายวีดีอบ้าง นั่งพักบ้าง ชมวิวบ้าง คือถ้าไม่รีบมาก ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง เราว่าทุกคนก็น่าจะพอเดินได้ค่ะ แต่ดีที่สุดหากไม่ใช่คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ก่อนมาควรออกกำลังกายให้ได้ซักสัปดาห์หนึ่งค่ะ มันจะช่วยได้มากเลยค่ะ  เราจะไม่เหนื่อยง่ายจนเกินไปและที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บเวลาเดินได้ด้วย และอีกอย่างที่สำคัญคือน้ำดื่มค่ะ อย่างน้อยๆ ต้องคนละ 2 ขวด ค่ะ ช่วงขาขึ้น 

ในที่สุดก็พาตัวเองมาถึงป้ายผู้พิชิตภูสอยดาว ที่ความสูง 1633 เมตร จากระดับน้ำทะเลจนสำเร็จค่ะ มาถึงช้าสุดในกลุ่มเลยค่ะ ฮ่าๆ บรรยากาศตอนนั้นน่ะหรอ โอ้ย !!! ฟินโคตรๆ อ่ะ สำหรับเรา บางคนอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย !! อากาศปิด หมอกลงจัด แบบนี้ มันดียังไง??  สำหรับเราผู้ใช้ชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควัน พอไปเจอเมฆหมอกที่เย็นสบาย มันก็ต้องฟินเป็นธรรมดาน่ะน่ะ ยิ่งเวลาที่หมอกกระจายตัวจนทั่วและมองเห็นทิวเขา และต้นสนเป็นเงาจางๆ มองคล้ายๆ ภาพวาด มันก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจเลย  ฤดูฝนบนภูสอยดาวในวันหมอกลงจึงเป็นอะไรที่เราก็ชอบสุดๆ เหมือนกัน แต่เอาจริงๆ เราเคยเห็นในรูปถ่าย ภูสอยดาวในวันฟ้าเปิด มันก็สวยแปลกตามากๆ เหมือนกันนะ เรารู้สึกว่าการจัดวางแลนสเคปตามธรรมชาติของภูสอยดาวนี้ มันสวยแปลกตาดีจริงๆ มีช่วงที่เป็นเนิน สูงตำ คละๆ กันไป หากเราเดินเลาะเลียบไปรื่อยๆ ตามแนวหน้าผา เราจะเดินไปถึงหลักเขตแดนไทยและ สปป.ลาว แบบว่า เดินก้าวเท้าข้ามไปก็เขตลาวเลยละค่ะ  



และนางเอกประจำภูสอยดาว ของฤดูฝนนี้ ซึ่งถ้าเราจะไม่กล่าวถึง ก็จะเหมือนยังไม่ได้มาเที่ยวภูสอยดาวหน้าฝน ก็คือ ดอกหงอนนาค หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง  ดอกไม้สีม่วงอ่อนๆ ที่ขึ้้นบนลานสน ที่หลายๆ คนเรียกว่าน้ำค้างกลางเที่ยงนั้น เพราะช่วงแดดออกเค้าจะเริ่มผลิบาน สวย ใครที่อยากขึ้นไปชมควรกะเวลาให้ดี หากมีเวลาน้อย  ปีนี้ดอกหงอนนาคบนภูสอยดาว ออกดอกเยอะมากๆ สวยจนอยากให้ทุกคนไปเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะภาพหรือวีดีโอที่เราเก็บมาฝาก อาจจะบอกความรู้สึกได้ ไม่ทั้งหมด อยากให้ทุกคนได้รับประสบกาณ์เจ๋งๆ นี้ ด้วยตัวเอง 

ด้านบนภูสอยดาวนั้น มีเต้นท์ของอุทยานฯ บริการ นะคะ หรือจะนำเต้นท์ของตัวเองมาแล้วเช่าแค่พื้นที่กางก็ได้ค่ะ พวกเครื่องนอนก็มีให้เช่า ส่วนอาหารนั้นต้องเตรียมขึ้นมาเองนะคะ ไม่มีขาย แต่สามารถสั่งชาบูดอยขึ้นไปกินได้ด้วยค่ะ 



สำหรับการมารู้จักกับภูสอยดาวครั้งแรกในฤดูฝนนี้ ก็คงไม่มีอะไรมากมายไปกว่าคำสัญญาว่า “แล้วพบกันใหม่ในหน้าหนาวนะ” 

ท่ามกลายสายหมอด และดอกหงอนนาค ฟินสุดๆ คร่าาา

และในปีนี้ อาจจะพิเศษกว่าปกติ ก็ตรงที่ ททท. สำนักงานสุโขทัย(รับผิดชอบพื้นทีสุโขทัย,กำแพงเพชร,อุตรดิตถ์) ได้จับมือกับอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น ในชื่อ “เที่ยวด้วยหัวใจสีเขียว”(Green Heart) เพื่อเป็นร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเราจะได้รับของที่ระลึกส่งไปให้ถึงบ้านเลยค่ะ เพียงแค่ ทำตามโดยมีกติกา ดังนี้ 
       
       1. เดินเท้าขึ้นยอดภูสอยดาวและเก็บขยะ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ช่วยกันเก็บขยะของตนเอง หรือขยะที่ตกค้างจากบนยอดภูสอยดาวนำลงมาที่จุดแยกขยะ บริเวณด้านล่างที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
       
       2. ถ่ายภาพตัวเองพร้อมถุงขยะที่เก็บลงมาจากยอดเขา ส่งมายัง ททท.สำนักงานสุโขทัย ด้วยการส่งข้อความไปใน inbox facebook : Tat Sukhothai fanpage หรือ www.facebook.com/tatsukhothaifanpage
       
       3. โพสต์ภาพนั้น ในหน้า facebook ของตนเอง แล้วตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมกับติดแฮชแท็ก #tatsukhothai #อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว #เที่ยวด้วยหัวใจสีเขียว
       
       4. แจ้งชื่อ - ที่อยู่ - ขนาดเสื้อ เพื่อรับของที่ระลึก หมดเขต 30 ก.ย. 60 หรือจนกว่าของจะหมด
       
       5 .ททท.สุโขทัย ตรวจสอบความถูกต้อง ของการเข้าร่วมกิจกรรม และจัดส่งของที่ระลึกถึงบ้านนักท่องเที่ยว


       นักท่องเที่ยวที่สนใจขึ้นภูสอยดาวและร่วมกิจกรรมเที่ยวด้วยหัวใจสีเขียว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย (ดูแลพื้นที่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์) โทร, 0-5561-6228-9, อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว โทร, 095-629-9528,0-5543-6001-2 


สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการข้อมูลแบบละเอียด Step by step เรามีคลิปที่ช่องท่องเที่ยวสะดุดตาในยูทูบค่ะ ในนั้นจะบอกข้อมูลที่จำเป็นไว้หมดเลยค่ะ ค่าใช้จ่ายด้วยก็จะอยู่ในนั้นนะคะ 

คลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้อง: