คุณอยู่ที่นี่
พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)

สถานที่ตั้ง:
ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขารัตนรังสรรค์ (ใกล้ศาลากลางจังหวัดระนอง) ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จ.ระนอง
ติดต่อ:
สามารถติดต่อเข้าชมได้จากเจ้า หน้าที่ เทศบาลเมืองระนอง โทร.077 811422 ในวันจันทร์ –วันศุกร์ เวลา 08.30 น. – 17.30 น. เว้นวันหยุดราชการ
พระราชวังรัตนรังสรรค์ถือเป็นพระราชวัง ที่มีการประกาศพระบรมราชโองการ ยกขึ้นเป็นพระราชวัง 1 ใน 19 แห่งของประเทศไทย และเป็นพระราชวัง 1ใน 6 แห่งที่สร้างขึ้นตามหัวเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 เป็นพระราชวังที่สร้างจากไม้ทั้งหลัง สวยงามาก เพื่อเป็นอนุสรณ์ ในการเสด็จประทับแรมของพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ และจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระนองอีกด้วย




พระราชหัตถเลขาเกี่ยวกับพระที่นั่งรัตน์รังสรรค์และเขานิเวศน์
ในคราวเสด็จครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นพระราชหัตถเลขาบอกข่าว ทรงเล่าเรื่องที่เสด็จประพาสมายังผู้รักษาพระนคร มีความตอนหนึ่งว่า
...ที่เขานี้ เขาว่าสูงร้อยสิบฟิต แต่เป็นเนินลาดๆ มีที่กว้างใหญ่โตกว่าเขาสัตนาถมาก พลับพลาที่ทำนั้นก็ทำเสาไม้จริง เครื่องไม้จริง กรอบฝาและบานประตูใช้ไม้จริง แต่กรุใช้ไม้ระกำทั้งลำเข้าเป็นลายต่างๆ หลังคานั้นมุงไม้เกล้ดแล้วสองหลัง นอกนั้นมุงจากดาดสี ใช้สีน้ำเงินจะให้เหมือนกันกับหลังคาไม้ซึ่งทาสีไว้ มีห้องพระโรงหลังหนึ่ง ที่อยู่ข้างในใหญ่หลังหนึ่ง ยกเป็นห้องนอนสูงขึ้นไปหลังหนึ่ง มีคอนเซอ-เวนเตอรี่ ยาวไปจนหลังแปดเหลี่ยมอีกหลังหนึ่ง ที่หลังเล็กซึ่งเป็นที่นอน และที่หลังแปดเหลี่ยม แลดูเห็นเมืองระนองทั่วทั้งเมือง



หน้าต่างทุกๆช่อง เมื่อยืนดูตรงนั้นก็ เหมือนหนึ่งดูปิกเชอแผ่นหนึ่ง แผ่นหนึ่งด้วยแลเห็นทุ่งนาออกไปจนกระทั้งถึงภูเขา ซึ่งอยู่ใกล้ชิดได้ยินเสียงชะนีร้องเนืองๆ สลับซับซ้อนกันไป ด้านหนึ่งก็เป้นได้อย่างหนึ่ง ด้านหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง ไม่เคยอยู่ที่ใด ซึ่งตั้งอยู่ในที่แลเห็นเขาทุ่งป่า และบ้านเรือนคนงามเหมือนอย่างที่นี่เลย การตบแต่งประดับประดา และเครื่องที่จะใช้สอยพรักพร้อมบริบูรณ์อย่างปีนัง ตามข้างทางและชายเนินก็มีเรือนเจ้านาย และข้าราชการหลังโตๆ มีโรงบิลเลียด โรงทหารพรักพร้อมจะอยู่สักเท่าใดก็ได้
วางแผนที่ทางขึ้นทางลง ข้างหน้าข้างในดีกว่าเขาสัตนาถมาก เสัยแต่ต้นไม้บนเนินนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ ที่เหลือไว้ก็เป็นต้นไม่สู้โต ต้นเล็กๆ ที่ตัดก็ยังเป็นตอสะพรั่งอยู่โดยรอบ แต่ในบริเวณพลับพลาปลูกหญ้าขึ้นเขียวสดบริบูรณ์ดีทั่วทุกแห่ง




พระยายุทธการโกศลมาคอยรับอยู่ที่เมืองระนองนี้ห้าวันมาแล้ว เดิมคิดว่าต้องมานอนที่เกาะเขมาเกินโปรแกรมวันหนึ่ง จะย่นวันเมืองระนองเข้าอยู่แต่สองคืน แต่ครั้งไปเห็นที่เขาทำใว้ให้อยู่ลงทุนรอนมาก และการต้อนรับนั้นโดยความเต็มใจแข็งแรงจริงๆ จึงได้ผ่อนวันออกไปอีกวันหนึ่ง เวลาเย็นได้ลงดูตามเนินนั้นโดยรอบ แล้วขึ้นเขาเล็กอีกเขาหนึ่งซึ่งอยู่หน้าท้องพระโรง คล้ายเขาหอพระปริตที่เพ็ชรบุรี ปลูกศาลาไว้ในหมู่ร่มไม้เป็นที่เงียบสงัด เวลากลางวันนี้ไม้ร้อนด้วยครึ้มฝน เวลากลางคืน หนาวปรอทถึง 75องศา
...
นอกจากพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานมายังผู้รักษาพระนครแล้ว ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์ จดหมายเหตุทางราชการ เรื่องระยะทางอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้ มิได้พระราชทานไปถึงใคร โดยทรงไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ 6เล่ม แต่ล่ะเล่มเป็นลายพระราชหัตถ์ เช่นแปลนพลับพลาวังเมืองระนองนี้ ได้ทรงพรรณนา และพระราชทานพระบรมราชาธิบายลักษณะพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ อย่างละเอียดถ้วนถี่ ทำให้เห็นลักษณะของพระที่นั่งยิ่งขึ้นดังนี้
...เรื่องที่จะพรรณนาด้วยพลับพลานี้ยากเต็มที จะยืดยาวนัก จึงต้องเขียนแผนที่ลงไว้ในนี้พออธิบายสั้นเข้า แต่ทางขึ้นลงบนเขานี้สับสนมาก แต่ขึ้นมาแรกยังจำไม่ได้ว่ามาทางใดถนัด ต้องมองเป็นนานต่อเย็นจึงเข้าใจ วานพระชลยุทธเขียนแล้ว ที่เขียนนี้เป็นแปลนชั้นกลาง ชั้นต่ำกั้นห้องอย่างหนึ่ง ชั้นที่3 ในหลังยาวซึ่งยกเป็นห้องนอนสูงขึ้นไปไม่มีในแปลนนี้ ที่จะพรรณนาชี้แจงแผนที่นั้นดู ที่เขียนไว้พอจะเป็นเค้าแล้ว จะว่าด้วยการที่ทำนั้นเขาขอแบมาจกากรมสรรพสาตร ที่ทำก็ทำตามแบบแท้ เป็นแต่เพิ่มเติมบ้างคือ กระไดเกยที่หมายเลข27 กับ มุขโถงหน้าที่หมาย4 ไม้ที่ใช้เป็นไม้ที่นี่ทั้งนั้น ไม้สักก็มี แต่เป็นต้นเล็กๆ มีน้อย ใช้ไม้แก่นอื่นๆมาก ไม้กระยาเลยปนก็มี แต่เป็นต้นเล็กๆ มีน้อย ใช้ไม้แก่นอื่นๆมาก ไม่กระยาเลยปนก็มี กรอบฝาใช้ไม้แก่นแต่ตัวฝาเป็นไม้ระกำโดยมาก บานประตูหน้าต่างเข้าเฟี้ยมเป็นอย่างฝรั่งทั้งสิ้น เพดานบางแห่ง เป็นไม้ลอกประกอบอย่างดีแต่บางแห่งเป็นผ้าขาวเห็นจะทำไม่ทัน
หลังคาหลังแปดเหลี่ยมมุงกระเบื้องไม้ แต่หลังอื่นๆ มุงจากดาดผ้าย้อมครามขอบแดงที่เป็นดังนี้ เพราะในอบบหลังคาสีน้ำเงินหมายว่าจะมุงสังกะสี เขากลังจะผิดสีจึงเอาผ้าขาวทาคราม
แต่ยังชอบใจสีอินทนูพลับพลาอยู่จึงเอาแดงเข้าทำขอบ แต่สีที่ทานั้นแกไม่เอาตามอย่างที่เขียนเลย ใช้สีมออย่างวิเศษ คือน้ำเงินสดน้ำเงินอ่อนเป็นพื้นเขียวจนถึงแดงก็ใช้ ปราลีบนหลังคาเป็นอย่างวิจิตร ถึงสอดสีเขียวสีแดงปิดทอง ที่เป้นไม้ระกำราวกระได บานหน้าต่างประตูใช้ทาน้ำมันบ้างทาสีบ้าง ที่บานใช้ทาน้ำมัน เห็นจะเป็นด้วยทำไม่ทัน แต่ฝาไม้ระกำนั้นตั้งใจทาน้ำมัน เพาะเหมือนกันทั่วทุกแห่ง การที่ทำนั้นประณีตเป็นการทำให้งามและถาวรทุกอย่าง ด้วยที่เป็นไม่ทนได้หลายปี เพราะเขาคิดจะรักษาและคงจะเปลี่ยนต่อไป การที่ตกแต่งนี้ใช้ผ้าประกอบมาก คือพนักงานและช่องกระจกกรุด้วยผ้าแดงทั้งสิ้น ตามชายปะรำที่เป็นการสด ก็ใช้ผ้าแดงทั้งสิ้น พื้นชั้นล่างปูกระเบื้องหน้างัว ที่ที่หลัง8 เหลี่ยมปูเสื่อทับ




ชั้นบนเป็นพื้นกระดานปูเสื่อลายตลอดทุกแห่งทุกห้อง ที่เป็นห้องที่บรรทม และห้องท้องพระโรงปูปัศตูแดง มีมูลี่ตามเฉลียงกรุผ้าข้างในทาสีหมดทุกช่อง เครื่องเฟอร์นิเจอร์มีแต่งทุกห้อง ที่ท้องพระโรงติดรูปเรา3รูป มีกระจกเงา2แผ่น มีกระจกฉากญี่ปุ่นติดตามหลังหน้าต่างระหว่างห้องทั้งปวง โคมแขวนเป็นระย้าบ้าง โคมดวงใหญ่บ้าง แล้วมีโคมแขวนมุมห้องน้ำมันปิโตเลียม และน้ำมันพร้าวบ้าง อยู่ข้างจะแขวนมากแล้วซ้ำมีโคมเงาะติดฝาด้วยทุกเสา มีเก้าอี้ตั้งที่ท้องพระโรง และที่หลังแปดเหลี่ยม ที่เป็นห้องนอนมีเตียง มีที่ล้างหน้า มีที่แต่งตัวทุกห้องมีแป้งร่ำอบปรุงด้วยทุกแห่ง ภาชนะน้ำใช้น้ำฉันทั้งปวงผูกถุงตีตราหมด จนชั้นใต้ถุนก็ตั้งโตีะเก้าอี้มีผ้าปู
ที่บริเวณข้างล่างเป็นพื้นดินแต่กวาดเรียบ ก่ออิฐขอบมีที่ปลูกต้นไม้เป็นหย่อมๆ มีต้นกุหลาบและต้นไม้หอมอื่นๆ ที่ปลูกไว้ก่อนแล้วกำลังมีดอกก็มี เขามอกอทำนองพระยาสวัสดิ์ที่บางประอิน แต่มีตึกรามอะไรมากข้น ข้างหนึ่งเป็นเขา ยกข้างหนึ่งเป็นเขาน้ำ มีต้นไม้ไว้สำหรับให้ลูกปลูกเล่นด้วย ที่ลานข้างหลังปลูกหญ้าเป็นหย่อมๆ ของเขาเขียวสดดี มีสัตว์ต่างๆ มาตั้งไว้ คือ สมเสร็จตัว1 เขายิงแม่ตายที่นี่ได้ลูกมายังย่อมอยู่ กวางดาวตัว1 เขาซื้อมาแต่เมืองปีนัง เนื้อ2ตัว ชะมด 3ตัว ตุ่นและอะไรต่างๆอีก




ที่โรงครัวทำเป็น2หลังซ้อนกัน หลังหน้าเป็นห้องที่อยู่ของแม่ครัวถึง ผูกม่านประตุติดบังตา ข้างนอกก็มีม่านไขที่มุมทั้ง3 ด้านพัดชักนั้นติดทุกห้อง เพราะเขาว่ากลางวันร้อนจัดปรอท 95 ในร่ม แต่เวลานี้ฝนตกเสียไม่ร้อน มีกระถางต้นไม้ตั้งรายตามสะพานและหน้าห้องท้องพระโรง มีฐานรองเป็นอย่างเจ๊กๆ ที่ช้ำต่ำของตะพานแขวนกล้วยไม้ที่แปลกมาบ้างก็มี รั้วค่ายทำไม่สู้สูง ถ้าขึ้นบนเรือนเห็นข้างนอกตลอด อันใดยังดีกว่าเขาสัตนาถ เดิมคิดว่าต้องมาค้างในเรือเสียวัน1 จะลดระนองเป็น2คืน แต่ครั้นมาเห็นที่ทางเขาทำรับสบายตกลง เป็นต้องผ่อนไปอีกวัน1เท่าดับเดิม
เราชอบใจในที่รอบคอบจังหวัดนี้ การที่จะได้อยู่ในที่ใกล้เขาเช่นนี้เป็นการไม่เคยรับแท้ที่ห้องน่อนชั้นบนแลเห็น ได้ตลอดหมดทั้งเมือง แต่มันสูงเกินไปจนดูแผนที่ลงไปอยู่ใต้ตีนเสียหมด ที่หลังแปดเหลี่ยมนั้นเป็นน่าดูมาก มีอยู่สามหน้าต่าง ช่องตะวันออกเฉียงเหนือเห็นเขาซ้อนกันเป็นหลายชั้นงามเป็นที่1ช่องเหนืเห็นที่ต่ำเป็นนาเป็นทุ่งงามเป็นที่2 หน้าต่างตะวันออกเฉียงใต้เห็น เขาเหมือนกันแต่คลาไปเป็นที่3 เป็นอันได้ชิมรสรุปภาพที่เห็นภูเขามากๆ สมประสงค์
...
พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ มีความหมายว่า พระที่นั่งที่พระยารัตนเศรษฐีเป็นผู้สร้าง โดยวันที่ 25 เมษายน 2433 ได้ทรงพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า “...พระยาระนอง (พระยารัตนเศรษฐี-คอซิมก๊อง) ขอให้ตั้งชื่อพลับพลานี้เป็นพระที่นั่ง ด้วยเขาจะรักษาไว้เป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา และขอให้ตั้งชื่อถนนด้วย จึงได้ให้ชื่อพระที่นั่งว่า รัตนรังสรรค์ เพื่อจะได้แปลกล้ำพอมีชื่อผู้ทำเป้นที่ยินดี เขาที่ทำวังนี้ให้ชื่อว่า นิเวศน์คีรี..”
พระราชวัง 1ใน 6 แห่งที่สร้างขึ้นตามหัวเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 มีดังนี้
ตำนานพระราชวังรัตนรังสรรค์
- พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- พระราชวังจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
- พระราชวังบนเขาสัตนาถ จังหวัดราชบุรี
- พระราชวังริมน้ำเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี
- พระราชวังรัตนรังสรรค์ จังหวัดระนอง
- พระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี
ตำนานพระราชวังรัตนรังสรรค์
เรื่องตำนานพระราชวังรัตนรังสรรค์นั้น เกี่ยวข้องตำนานเมืองระนอง โดยปี พ.ศ.2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก เป็นครั้งแรกที่จะได้เสด็จไปถึงเมืองระนอง พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง เจ้าเมืองระนอง) สร้างที่ประทับรับเสด็จที่บนเนินควนอันอยู่กลางเมือง สร้างล้วนด้วยเครื่องก่อประกอบกับไม้แก่นอย่างมั่นคง ประสงค์จะถวายเป็นราชพลีสนองพระเดชพระคุณซึ่งได้ทรงชุบเลี้ยงสกุลวงศ์มา และทรงประทับแรม ณ พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ เป็นเวลา 3ราตรี ระหว่าง 23-25 เมษายน พ.ศ.2433
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นดำรัสว่า“...ทำงดงามมั่นคงสมควรจะเป็นวัง ยิ่งกว่าจะเป็นพลับพลา...” จึงพระราชทานนามว่า “พระราชวังรัตนรังสรรค์” ให้เป็นเกียรติยศแก่เมืองระนอง และสกุลของพระยารัตนเศรษฐีด้วย แต่ทรงพระราชดำริว่า ที่เมืองระนองนานๆ จะเสด็จประพาสครั้งหนึ่ง วังทิ้งไว้เปล่าก็จะชำรุดทรุดโทรมเสีย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า โดยปกติให้ใช้พระราชวังนั้นเป็นศาลารัฐบาล และทำพิธีสำหรับบ้านเมือง ต่อเมื่อมีการเสด็จประพาสเมื่อใดจึงให้จัดเป็นที่ประทับ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นดำรัสว่า“...ทำงดงามมั่นคงสมควรจะเป็นวัง ยิ่งกว่าจะเป็นพลับพลา...” จึงพระราชทานนามว่า “พระราชวังรัตนรังสรรค์” ให้เป็นเกียรติยศแก่เมืองระนอง และสกุลของพระยารัตนเศรษฐีด้วย แต่ทรงพระราชดำริว่า ที่เมืองระนองนานๆ จะเสด็จประพาสครั้งหนึ่ง วังทิ้งไว้เปล่าก็จะชำรุดทรุดโทรมเสีย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า โดยปกติให้ใช้พระราชวังนั้นเป็นศาลารัฐบาล และทำพิธีสำหรับบ้านเมือง ต่อเมื่อมีการเสด็จประพาสเมื่อใดจึงให้จัดเป็นที่ประทับ
พระราชหัตถเลขาเกี่ยวกับพระที่นั่งรัตน์รังสรรค์และเขานิเวศน์
ในคราวเสด็จครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นพระราชหัตถเลขาบอกข่าว ทรงเล่าเรื่องที่เสด็จประพาสมายังผู้รักษาพระนคร มีความตอนหนึ่งว่า
...ที่เขานี้ เขาว่าสูงร้อยสิบฟิต แต่เป็นเนินลาดๆ มีที่กว้างใหญ่โตกว่าเขาสัตนาถมาก พลับพลาที่ทำนั้นก็ทำเสาไม้จริง เครื่องไม้จริง กรอบฝาและบานประตูใช้ไม้จริง แต่กรุใช้ไม้ระกำทั้งลำเข้าเป็นลายต่างๆ หลังคานั้นมุงไม้เกล้ดแล้วสองหลัง นอกนั้นมุงจากดาดสี ใช้สีน้ำเงินจะให้เหมือนกันกับหลังคาไม้ซึ่งทาสีไว้ มีห้องพระโรงหลังหนึ่ง ที่อยู่ข้างในใหญ่หลังหนึ่ง ยกเป็นห้องนอนสูงขึ้นไปหลังหนึ่ง มีคอนเซอ-เวนเตอรี่ ยาวไปจนหลังแปดเหลี่ยมอีกหลังหนึ่ง ที่หลังเล็กซึ่งเป็นที่นอน และที่หลังแปดเหลี่ยม แลดูเห็นเมืองระนองทั่วทั้งเมือง
หน้าต่างทุกๆช่อง เมื่อยืนดูตรงนั้นก็ เหมือนหนึ่งดูปิกเชอแผ่นหนึ่ง แผ่นหนึ่งด้วยแลเห็นทุ่งนาออกไปจนกระทั้งถึงภูเขา ซึ่งอยู่ใกล้ชิดได้ยินเสียงชะนีร้องเนืองๆ สลับซับซ้อนกันไป ด้านหนึ่งก็เป้นได้อย่างหนึ่ง ด้านหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง ไม่เคยอยู่ที่ใด ซึ่งตั้งอยู่ในที่แลเห็นเขาทุ่งป่า และบ้านเรือนคนงามเหมือนอย่างที่นี่เลย การตบแต่งประดับประดา และเครื่องที่จะใช้สอยพรักพร้อมบริบูรณ์อย่างปีนัง ตามข้างทางและชายเนินก็มีเรือนเจ้านาย และข้าราชการหลังโตๆ มีโรงบิลเลียด โรงทหารพรักพร้อมจะอยู่สักเท่าใดก็ได้
วางแผนที่ทางขึ้นทางลง ข้างหน้าข้างในดีกว่าเขาสัตนาถมาก เสัยแต่ต้นไม้บนเนินนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ ที่เหลือไว้ก็เป็นต้นไม่สู้โต ต้นเล็กๆ ที่ตัดก็ยังเป็นตอสะพรั่งอยู่โดยรอบ แต่ในบริเวณพลับพลาปลูกหญ้าขึ้นเขียวสดบริบูรณ์ดีทั่วทุกแห่ง
พระยายุทธการโกศลมาคอยรับอยู่ที่เมืองระนองนี้ห้าวันมาแล้ว เดิมคิดว่าต้องมานอนที่เกาะเขมาเกินโปรแกรมวันหนึ่ง จะย่นวันเมืองระนองเข้าอยู่แต่สองคืน แต่ครั้งไปเห็นที่เขาทำใว้ให้อยู่ลงทุนรอนมาก และการต้อนรับนั้นโดยความเต็มใจแข็งแรงจริงๆ จึงได้ผ่อนวันออกไปอีกวันหนึ่ง เวลาเย็นได้ลงดูตามเนินนั้นโดยรอบ แล้วขึ้นเขาเล็กอีกเขาหนึ่งซึ่งอยู่หน้าท้องพระโรง คล้ายเขาหอพระปริตที่เพ็ชรบุรี ปลูกศาลาไว้ในหมู่ร่มไม้เป็นที่เงียบสงัด เวลากลางวันนี้ไม้ร้อนด้วยครึ้มฝน เวลากลางคืน หนาวปรอทถึง 75องศา
...
พระราชนิพนธ์ จดหมายเหตุทางราชการ เกี่ยวกับพระที่นั่งรัตนรังสรรค์
นอกจากพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานมายังผู้รักษาพระนครแล้ว ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์ จดหมายเหตุทางราชการ เรื่องระยะทางอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้ มิได้พระราชทานไปถึงใคร โดยทรงไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ 6เล่ม แต่ล่ะเล่มเป็นลายพระราชหัตถ์ เช่นแปลนพลับพลาวังเมืองระนองนี้ ได้ทรงพรรณนา และพระราชทานพระบรมราชาธิบายลักษณะพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ อย่างละเอียดถ้วนถี่ ทำให้เห็นลักษณะของพระที่นั่งยิ่งขึ้นดังนี้
...เรื่องที่จะพรรณนาด้วยพลับพลานี้ยากเต็มที จะยืดยาวนัก จึงต้องเขียนแผนที่ลงไว้ในนี้พออธิบายสั้นเข้า แต่ทางขึ้นลงบนเขานี้สับสนมาก แต่ขึ้นมาแรกยังจำไม่ได้ว่ามาทางใดถนัด ต้องมองเป็นนานต่อเย็นจึงเข้าใจ วานพระชลยุทธเขียนแล้ว ที่เขียนนี้เป็นแปลนชั้นกลาง ชั้นต่ำกั้นห้องอย่างหนึ่ง ชั้นที่3 ในหลังยาวซึ่งยกเป็นห้องนอนสูงขึ้นไปไม่มีในแปลนนี้ ที่จะพรรณนาชี้แจงแผนที่นั้นดู ที่เขียนไว้พอจะเป็นเค้าแล้ว จะว่าด้วยการที่ทำนั้นเขาขอแบมาจกากรมสรรพสาตร ที่ทำก็ทำตามแบบแท้ เป็นแต่เพิ่มเติมบ้างคือ กระไดเกยที่หมายเลข27 กับ มุขโถงหน้าที่หมาย4 ไม้ที่ใช้เป็นไม้ที่นี่ทั้งนั้น ไม้สักก็มี แต่เป็นต้นเล็กๆ มีน้อย ใช้ไม้แก่นอื่นๆมาก ไม้กระยาเลยปนก็มี แต่เป็นต้นเล็กๆ มีน้อย ใช้ไม้แก่นอื่นๆมาก ไม่กระยาเลยปนก็มี กรอบฝาใช้ไม้แก่นแต่ตัวฝาเป็นไม้ระกำโดยมาก บานประตูหน้าต่างเข้าเฟี้ยมเป็นอย่างฝรั่งทั้งสิ้น เพดานบางแห่ง เป็นไม้ลอกประกอบอย่างดีแต่บางแห่งเป็นผ้าขาวเห็นจะทำไม่ทัน
หลังคาหลังแปดเหลี่ยมมุงกระเบื้องไม้ แต่หลังอื่นๆ มุงจากดาดผ้าย้อมครามขอบแดงที่เป็นดังนี้ เพราะในอบบหลังคาสีน้ำเงินหมายว่าจะมุงสังกะสี เขากลังจะผิดสีจึงเอาผ้าขาวทาคราม
แต่ยังชอบใจสีอินทนูพลับพลาอยู่จึงเอาแดงเข้าทำขอบ แต่สีที่ทานั้นแกไม่เอาตามอย่างที่เขียนเลย ใช้สีมออย่างวิเศษ คือน้ำเงินสดน้ำเงินอ่อนเป็นพื้นเขียวจนถึงแดงก็ใช้ ปราลีบนหลังคาเป็นอย่างวิจิตร ถึงสอดสีเขียวสีแดงปิดทอง ที่เป้นไม้ระกำราวกระได บานหน้าต่างประตูใช้ทาน้ำมันบ้างทาสีบ้าง ที่บานใช้ทาน้ำมัน เห็นจะเป็นด้วยทำไม่ทัน แต่ฝาไม้ระกำนั้นตั้งใจทาน้ำมัน เพาะเหมือนกันทั่วทุกแห่ง การที่ทำนั้นประณีตเป็นการทำให้งามและถาวรทุกอย่าง ด้วยที่เป็นไม่ทนได้หลายปี เพราะเขาคิดจะรักษาและคงจะเปลี่ยนต่อไป การที่ตกแต่งนี้ใช้ผ้าประกอบมาก คือพนักงานและช่องกระจกกรุด้วยผ้าแดงทั้งสิ้น ตามชายปะรำที่เป็นการสด ก็ใช้ผ้าแดงทั้งสิ้น พื้นชั้นล่างปูกระเบื้องหน้างัว ที่ที่หลัง8 เหลี่ยมปูเสื่อทับ
ชั้นบนเป็นพื้นกระดานปูเสื่อลายตลอดทุกแห่งทุกห้อง ที่เป็นห้องที่บรรทม และห้องท้องพระโรงปูปัศตูแดง มีมูลี่ตามเฉลียงกรุผ้าข้างในทาสีหมดทุกช่อง เครื่องเฟอร์นิเจอร์มีแต่งทุกห้อง ที่ท้องพระโรงติดรูปเรา3รูป มีกระจกเงา2แผ่น มีกระจกฉากญี่ปุ่นติดตามหลังหน้าต่างระหว่างห้องทั้งปวง โคมแขวนเป็นระย้าบ้าง โคมดวงใหญ่บ้าง แล้วมีโคมแขวนมุมห้องน้ำมันปิโตเลียม และน้ำมันพร้าวบ้าง อยู่ข้างจะแขวนมากแล้วซ้ำมีโคมเงาะติดฝาด้วยทุกเสา มีเก้าอี้ตั้งที่ท้องพระโรง และที่หลังแปดเหลี่ยม ที่เป็นห้องนอนมีเตียง มีที่ล้างหน้า มีที่แต่งตัวทุกห้องมีแป้งร่ำอบปรุงด้วยทุกแห่ง ภาชนะน้ำใช้น้ำฉันทั้งปวงผูกถุงตีตราหมด จนชั้นใต้ถุนก็ตั้งโตีะเก้าอี้มีผ้าปู
ที่บริเวณข้างล่างเป็นพื้นดินแต่กวาดเรียบ ก่ออิฐขอบมีที่ปลูกต้นไม้เป็นหย่อมๆ มีต้นกุหลาบและต้นไม้หอมอื่นๆ ที่ปลูกไว้ก่อนแล้วกำลังมีดอกก็มี เขามอกอทำนองพระยาสวัสดิ์ที่บางประอิน แต่มีตึกรามอะไรมากข้น ข้างหนึ่งเป็นเขา ยกข้างหนึ่งเป็นเขาน้ำ มีต้นไม้ไว้สำหรับให้ลูกปลูกเล่นด้วย ที่ลานข้างหลังปลูกหญ้าเป็นหย่อมๆ ของเขาเขียวสดดี มีสัตว์ต่างๆ มาตั้งไว้ คือ สมเสร็จตัว1 เขายิงแม่ตายที่นี่ได้ลูกมายังย่อมอยู่ กวางดาวตัว1 เขาซื้อมาแต่เมืองปีนัง เนื้อ2ตัว ชะมด 3ตัว ตุ่นและอะไรต่างๆอีก
ที่โรงครัวทำเป็น2หลังซ้อนกัน หลังหน้าเป็นห้องที่อยู่ของแม่ครัวถึง ผูกม่านประตุติดบังตา ข้างนอกก็มีม่านไขที่มุมทั้ง3 ด้านพัดชักนั้นติดทุกห้อง เพราะเขาว่ากลางวันร้อนจัดปรอท 95 ในร่ม แต่เวลานี้ฝนตกเสียไม่ร้อน มีกระถางต้นไม้ตั้งรายตามสะพานและหน้าห้องท้องพระโรง มีฐานรองเป็นอย่างเจ๊กๆ ที่ช้ำต่ำของตะพานแขวนกล้วยไม้ที่แปลกมาบ้างก็มี รั้วค่ายทำไม่สู้สูง ถ้าขึ้นบนเรือนเห็นข้างนอกตลอด อันใดยังดีกว่าเขาสัตนาถ เดิมคิดว่าต้องมาค้างในเรือเสียวัน1 จะลดระนองเป็น2คืน แต่ครั้นมาเห็นที่ทางเขาทำรับสบายตกลง เป็นต้องผ่อนไปอีกวัน1เท่าดับเดิม
เราชอบใจในที่รอบคอบจังหวัดนี้ การที่จะได้อยู่ในที่ใกล้เขาเช่นนี้เป็นการไม่เคยรับแท้ที่ห้องน่อนชั้นบนแลเห็น ได้ตลอดหมดทั้งเมือง แต่มันสูงเกินไปจนดูแผนที่ลงไปอยู่ใต้ตีนเสียหมด ที่หลังแปดเหลี่ยมนั้นเป็นน่าดูมาก มีอยู่สามหน้าต่าง ช่องตะวันออกเฉียงเหนือเห็นเขาซ้อนกันเป็นหลายชั้นงามเป็นที่1ช่องเหนืเห็นที่ต่ำเป็นนาเป็นทุ่งงามเป็นที่2 หน้าต่างตะวันออกเฉียงใต้เห็น เขาเหมือนกันแต่คลาไปเป็นที่3 เป็นอันได้ชิมรสรุปภาพที่เห็นภูเขามากๆ สมประสงค์
...
พระราชทานชื่อพระที่นั่ง
พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ มีความหมายว่า พระที่นั่งที่พระยารัตนเศรษฐีเป็นผู้สร้าง โดยวันที่ 25 เมษายน 2433 ได้ทรงพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า “...พระยาระนอง (พระยารัตนเศรษฐี-คอซิมก๊อง) ขอให้ตั้งชื่อพลับพลานี้เป็นพระที่นั่ง ด้วยเขาจะรักษาไว้เป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา และขอให้ตั้งชื่อถนนด้วย จึงได้ให้ชื่อพระที่นั่งว่า รัตนรังสรรค์ เพื่อจะได้แปลกล้ำพอมีชื่อผู้ทำเป้นที่ยินดี เขาที่ทำวังนี้ให้ชื่อว่า นิเวศน์คีรี..”
พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ รับเสด็จฯ สามรัชกาล
ต่อมาองค์พระที่นั่งฯ ชำรุดทรุดโทรมลง ในสมัยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คออยู่หงี่)เป็นเจ้าเมืองระนอง(พ.ศ.2433-2460) จึงได้ร่วมกับสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ปรับปรุง และดัดแปลงพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ใหม่ โดยสร้างเป็นรูปเรือนตึกก่ออิฐถือปูน2ชั้น ทาสีขาว หันหน้ามุขไปทางด้านทิศตะวันตก และประดับตราพระครุฑพ่าห์ ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.2444 แล้วใช้อาคารหลังนี้เป็นศาลากลางเมืองระนองเรื่อยมา พระที่นั่งรัตนรังสรรค์องค์ใหม่นี้ยังได้ใช้เป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อีก3ครั้ง ดังนี้
จนกระทั่งปี 2507 จึงได้มีการรื้อถอนอาคารพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ทั้งหมด แล้วสร้างเป็นศาลากลางหลังปัจจุบัน ต่อมาในปี 2545 จังหวัดระนองได้มีโครงการก่อสร้างพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลองขึ้น ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่เดิมเพื่อเป็นอนุสรณ์ ในการเสด็จประทับแรมของพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ และจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระนองอีกด้วย
ในวันที่ 24 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการบริหารพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลอง จึงมีมติที่ประชุม ครั้งที่ 1/2547 ว่าให้เรียกชื่อพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลองเป็น “พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)” และสามารถเรียกได้ทั้งสองชื่อ เนื่องจากคำว่าพระที่นั่งหมายถึงอาคารหนึ่งภายบริเวณในพระราชวังนั่นเอง ขณะนี้พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) อยู่ระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ และเตรียมจัดสิ่งของแสดงภายใน ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการได้ภายในปี 2548
ชาวระนองจึงควรมีภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยกพระที่นั่งขึ้นเป็นพระราชวังรัตนรังสรรค์ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่เมืองระนองดังที่ทรงมีพระราชดำริไว้
นักท่องเที่ยวและ ผู้สนใจสมารถเยี่ยมชม พระราชวังรัตนรังสรรค์ หรือชมบริเวณพระราชวัง สามารถติดต่อเข้าชมได้จากเจ้าหน้าที่ เทศบาลเมืองระนอง โทร.077 811422 ในวันจันทร์ –วันศุกร์ เวลา 08.30 น. – 17.30 น. เว้นวันหยุดราชการ
- ครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จฯเมืองระนองครั้งแรกคราวประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เสด็จฯเมืองระนองครั้งแรก คราวประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เสด็จฯ ประทับแรม 4ราตรี ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายน 2452
- ครั้งที่2 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว คราวเสด็จฯ เยี่ยมหัวเมืองมณฑลปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก เสด็จฯ ประทับแรม3 ราตรี ระหว่างวันที่ 17-19เมษายน 2460
- ครั้งที่3 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จฯ ประพาสเยี่ยมหัวเมืองชายทะเลฝ่ายตะวันตก เสด็จฯ ประทับแรม1ราตรี ในวันที่ 29 มกราคม 2471
ในวันที่ 24 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการบริหารพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลอง จึงมีมติที่ประชุม ครั้งที่ 1/2547 ว่าให้เรียกชื่อพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลองเป็น “พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)” และสามารถเรียกได้ทั้งสองชื่อ เนื่องจากคำว่าพระที่นั่งหมายถึงอาคารหนึ่งภายบริเวณในพระราชวังนั่นเอง ขณะนี้พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) อยู่ระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ และเตรียมจัดสิ่งของแสดงภายใน ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการได้ภายในปี 2548
ชาวระนองจึงควรมีภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยกพระที่นั่งขึ้นเป็นพระราชวังรัตนรังสรรค์ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่เมืองระนองดังที่ทรงมีพระราชดำริไว้
นักท่องเที่ยวและ ผู้สนใจสมารถเยี่ยมชม พระราชวังรัตนรังสรรค์ หรือชมบริเวณพระราชวัง สามารถติดต่อเข้าชมได้จากเจ้าหน้าที่ เทศบาลเมืองระนอง โทร.077 811422 ในวันจันทร์ –วันศุกร์ เวลา 08.30 น. – 17.30 น. เว้นวันหยุดราชการ
ข้อมูลโดย : งานส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองระนอง
แผนที่ จุด A แสดงที่ตั้ง :
Javascript is required to view this map.
ประเภทข้อมูล:
ข้อมูลจังหวัด:
ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว:
เหมาะที่จะเที่ยวในเดือน:











