แค้มป์ตีนดอยมะม่วงสามหมื่น(Pi-Tu-Gro Waterfall Ep5 ตอนจบ)

หลังจากร่ำลาหัวใจผืนป่าอุ้มผางกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินกลับลงมายังจุดพักระหว่างทาง ที่วางกระเป๋าสัมภาระเอาไว้  เวลาล่วงเลยมาบ่ายแก่ๆ แล้ว ท้องเริ่มส่งเสียงครวญคราง เราจึงเริ่มนั่งพักและกินมื้อกลางวันกัน พร้อมทั้งคุยกันถึงน้ำตกปิตุโกรไปด้วย จนถึงวันนี้น้ำที่แบกมาก็หมดไปตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่น้ำจากลำธารก็ใส และเย็น ดูสะอาด พอให้พวกเราได้ดื่มกินกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีน้ำดื่ม เพราะมีลำธารอยู่ตลอดทาง 



หลังจากมื้อกลางวันเสร็จสิ้น เราก็ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดตั้งแค้มป์ในคืนที่สอง ณ แค้มป์ตีนดอยมะม่วงสามหมื่น  ซึ่งทางเดินสู่แค้มป์ตีนดอยมะม่วงสามหมื่นนี้ ทางเดินเป็นช่วงที่ชันมากๆ และบางช่วงก็เป็นไหล่เขาที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดิน จุดนี้เราจะมองเห็นทิวทัศน์แบบ 180 องศาเลยทีเดียว เห็นหมู่บ้านด้านล่าง เห็นเส้นทางที่เราเดินกันมา รวมทั้งเห็นน้ำตกปิตุโกรในอีกมุมหนึ่งด้วย  







นอกจากนั้นยังมีต้นปรงภูเขาขึ้นสลับกับต้นหญ้าสูงเทียมศรีษะบริเวณไหล่เขา เดินเลาะไหล่เขาไปเรื่อยๆ ปีนเขาบ้างบางจุด ในที่สุดก็ถึงจุดตั้งแค้มป์  เราพักผ่อนกันซักครู่ก่อนออกเดินต่อ เพื่อไปยังจุดสูงสุด คือ ยอดดอยมะม่วงสามหมื่น แต่เราจะขึ้นไปชมวิวของน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้นอนค้างด้านบน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมขึ้นไปกางเต้นท์นอนกันบนยอดดอย เพราะตอนเช้าจะได้เห็นทะเลหมอก แต่ในครั้งนี้พวกเราไม่ได้ขึ้นไปนอนด้านบน ไว้ไปอีกครั้งหน้าจะไปนอนยอดดอยบ้าง 

















ครั้งนี้เราเดินไปไม่ถึงยอดดอยเพราะเย็นมากแล้ว และทางลงไปยังแค้มป์ค่อนข้างชัน ซึ่งอาจจะอันตรายเกินไปหากต้องเดินกลับตอนมืดๆ เราจึงตัดสินใจอยู่ที่จุดชมวิวก่อนที่จะถึงยอดดอย จากจุดนี้สามารถมองเห็นยอดดอยมะม่วงสามหมื่นอยู่ลิบๆ และมองเห็นด้านบนสุดของน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงยิ่งกว่าตึกใบหยก "น้ำตกปิตุโกร" ได้อีกด้วย 










หลังจากลงมาจากดอย ก็ยังพอมีเวลา เดินไปอาบน้ำ ที่แค้มป์นี้ไม่มีน้ำตกให้ได้อาบแต่มีน้ำที่ใช้กระบอกไม้ไผ่ต่อท่อลงมาให้ได้ใช้อาบ  ห้องน้ำที่วิวสวยสุดๆ มองเห็นทิวเขา น้ำก็เย็นสุดๆ  จนหนาวกันเลยทีเดียว ซึ่งจุดที่อาบน้ำนี้ต้องเดินห่างออกมาจากแค้มป์ซักประมาณ 10 นาที  นอกจากใช้อาบแล้วก็ยังใช้ทำอาหารและดื่มกินด้วยนะคะ 





ค่ำคืนที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไร้สัญญาณอินเตอร์เนต นั้น บางทีมันก็เจ๋งดี เหมือนกัน ได้ยินแต่เสียงลมพัด และเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เราสนใจกันมากขึ้น มีเรื่องราวมากมายเล่าสู่กันฟัง  ใครที่ชอบถ่ายภาพก็ยังมีโอกาสได้ถ่ายดาว ถ่ายทางช้างเผือกกันจนหนำใจในแบบที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่สามารถทำได้เลย  เป็นความสุขที่น่าประทับใจสุดๆ  

เช้าวันสุดท้ายในวันที่สามของการเดินทาง เราตื่นแต่เช้ามาชมทะเลหมอกพร้อมกับกินมื้อเช้าที่สุดแสนจะโรแมนติกซ์  อาหารง่ายๆ บ้านๆ แต่บรรยากาศสวยงาม ประทับใจไม่รู้ลืม ทิวเขาเขียวขจี มีสายหมอกไหลผ่านมาเป็นระยะๆ  บอกเลยว่ามื้อไหนๆ ก็ไม่อร่อยเท่ามื้อที่กินในป่าแบบนี้ 







กินข้าวเช้าเสร็จ ก็เตรียมตัวเดินลงเขา คราวนี้เดินลงกันอย่างเดียวเลย ทางลื่น เพราะเมื่อคืนฝนตกลงมา ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ หลายๆ ต้น แปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากทางชันแล้วทางลงจะต้องเดินผ่านลำธารน้อยใหญ่ด้วย ลำธารในช่วงทางเดินลงนี้มีบางจุดที่มีทาก แต่เดินเร็วๆ ก็ผ่านไปได้อย่างสบายค่ะ  เดินผ่านป่าทึบมาได้ได้ก็ถึงลำธารใกล้หมู่บ้านซึ่งก็บ่ายโมงแล้ว เราจึงแวะกินข้าวกลางวันกันก่อนเดินออกจากป่า ผ่านทุ่งนาน ทางโคลนเละๆ สีชาเย็น และธารน้ำไหล ก่อนจะออกสู่ถนนในหมู่บ้านกุยเลอตอ 























ถือเป็นการเดินทางที่คุ้มค่า น่าประทับใจสุดๆ กับทริปตามหาหัวใจผืนป่าอุ้มผาง น้ำตกปิตุโกร น้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทย หากจินตนาการไม่ถูกให้ลองจินตนาการดูว่าน้ำตกแห่งนี้สูงยิ่งกว่าตึกใบหยกซะอีก  สวยงามเกินกว่าที่เพื่อนๆ จินตนาการเอาไว้แน่นอนค่ะ อย่ารีรอ เพราะน้ำตกนี้เค้าเที่ยวกันในช่วงฤดูฝนเท่านั้น ในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน เท่านั้น 

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตาก โทร.055-514341-3 

จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,