เส้นทางพิชิตเขาช้างเผือก 9 กิโลเมตร ทั้งสูงทั้งเสียว และก็สวยมาก

ตลอดเส้นทางการเดินป่าพิชิตเขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี เราเริ่มต้นการเดินทางกันที่บ้านอีต่อง หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่าเหมืองปิล๊อกนั้นละครับ จากบ้านอีต่องจะมีป้ายบอกทางไปเขาช้างเผือก 8กิโลเมตร แต่นั้นเป็นแค่ที่กางเต็นท์ครับ ไฮไลท์ คือ 1กิโลเมตรสุดท้ายจากจุดกางเต็นท์ ไปยังยอดเขาช้างเผือก ยอมรับว่าขาสั่น ขาแทบจะลุกไม่ขึ้น อาศัยความกล้าเท่านั้น ที่จะพาทุกคนไปถึงและเป็นผู้พิชิต 


ภาพ : ผังแสดงจุดต่างที่เราจะต้องพิชิตยอดเขาช้างเผือก

เส้นทางพิชิตเขาช้างเผือกนั้น เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางในฝันของใครหลายคนที่อยากจะมาสัมผัสให้ได้ และเป็นเส้นทางที่ผมเองคิดว่าไม่ได้โหดร้ายอะไรเลยในการเดินป่า เรียกว่าเดินกันสบายๆ แต่การจะพิชิตได้ ไม่ได้อยู่ที่การเดิน 8 กิโลเมตรมายังจุดกางเต็นท์ แต่มีหลายคนถอดใจไปตรงจุดสันคมมีด ระหว่างทางจากจุดกางเต็นท์ ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาช้างเผือก ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่สุด 

สำหรับความเห็นผมว่า สวยแค่ไหนที่จุดสูงสุดนั้น ถึงต้องลำบาก ดันด้นไปให้ถึง …ตอบเลยว่าไม่เท่าไหร่ แต่… ระหว่างทางงตะหาก ที่มันคือ แรงบันดาลใจให้ใครต่อใครเดินทางมาพิชิตเขาช้างเผือกลูกนี้ วิวบนยอดสูงสุดนั้น บางทีอาจจะสู้ วิวในระหว่างทางไม่ได้เลยในหลายๆจุด แต่เชื่อเถอะถ้าคุณไปถึงตรงนั้น คุณจะมีเรื่องเล่าให้ชีวิตคุณไปอีกนาน กับการพิชิตเขาช้างเผือก 

การจะขึ้นเขาช้างเผือกนั้น จะต้องเตรียมตัวกันสักหน่อยนะครับ ต้องจองคิวขึ้นเขากับทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิล่วงหน้า เพราะทางอุทยานฯ เปิดรับนักท่องเที่ยวไม่เกินวันละ 60 คนเท่านั้น และช่วงนี้ ก็ได้รับความนิยมกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มาเป็นหมู่คณะก็เยอะ ใครสนใจต้องรีบจองนะครับ เพราะทุกคณะทางอุทยานฯจะมีเจ้าหน้าที่ข้นไปช่วยดูแลตอลดเส้นทางด้วยครับ 

วันก่อนขึ้นนี้ก็ไปเสียค่าอุทยานฯ แล้วก็เตรียมเช่าพวกเต็นท์ ถุงนอน ลูกหาบที่ต้องการซะให้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะได้จัดหาให้ ที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ซึ่งจะอยู่ก่อนถึงบ้านอีต่อง (เหมืองปิล๊อก) นั้นละครับ หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แนะนำว่า ให้ขึ้นเขาก่อนเที่ยงจะดีมากครับ เพื่อไม่ให้ค่ำกลางทาง และเที่ยวได้ทันเมื่อไปถึงยอดเขาด้วย แต่ดีที่สุดคือการขึ้นแต่เช้า เพราะเราจะต้องใช้ระยะเวลาการเดินเท้ากัน 8กิโลเมตร หรือประมาณ 4ชั่วโมง กว่าจะถึงจุดกางเต็นท์ บางคนอาจจะทำเวลาได้ดีกว่านี้หรือนานกว่านี้ นะครับ เป็นค่าเฉลี่ยทั่วๆไป 

พวกเรานอนค้างบ้านอีต่องหนึ่งคืนครับ แล้วจึงค่อยเดินขึ้นเขากันในเช้าวันถัดไป เพื่อให้ร่างกายเฟรชที่สุด นักเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่จะเดินนำ 8 โมงเช้า แล้วเดินขึ้นเขากันเลย ลูกหาบก็มากันตั้งแต่ 7โมง เพื่อมาเตรียมขนสัมภาระขึ้นเขา การขนของของพวกเขาจะใช้ถุงลักษณะกระสอบปุ๋ย ในการขน แต่ละคนจะแบกน้ำหนักได้ 30กิโลกรัมไม่เกิน ด้วยค่าจ้าง 900 บาทต่อคน พวกเขาจะค้างบนเขาพร้อมพวกเราและลงพร้อมกันเลยครับ 


ภาพ : บรรดาลูกหาบ ทีมารับของเพื่อขนขึ้นเขาช้างเผือก

ชุดที่จะเดินขึ้นเขา ขอให้เป็นชุดที่สวมใส่สบาย นะครับ เพราะว่าจะเหนื่อยมากในการเดินทางไกลและขึ้นเขา อาจจะมีเหงื่อออกได้ง่าย เตรียมน้ำดื่มไว้พกติดตัวด้วยจะดีดมาก และอาหารกลางวันที่ต้องเตรียมไปกินระหว่งทาง เราขึ้น8โมง คาดว่ายังไงก็หิวข้าวเที่ยงระหว่างทางแน่ๆ  ของใช่จำเป็นก็ใส่เป้แบบเดย์แพคติดตัวไป ของที่จะให้ลูกหาบขนก็แยกไปให้ลูกหาบเลยครับ 

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เดินทางกันเลยครับ ส่วนผมครั้งนี้แบกเป้ขึ้นไปเอง น่าจะหนักประมาณ 10กิโลกรัม ไม่ได้โชว์พาวน์อะไรแต่ว่า มันมีของใช้สำหรับทำงานที่คงจะให้ลูกหาบขนไม่ได้ ต้องระมัดระวังเอง อย่างพวกคอมพิวเตอร์ ขาตั้งกล้องที่ต้องใช้ อุปกรณ์อีกหลายอย่าง เลยตัดสินใจจัดกระเป๋าใหม่เอาที่จำเป็นขึ้นเขาแล้วแบกเองเลยแล้วกัน ดีว่าเป้ที่ใช้ลดแรงได้มาก ส่วนพวกถุงนอนของกินของใช้ส่วนรวมก็ให้ลูกหาบขนขึ้นไป 


ภาพ : ออกเดินทางจากอีต่อง สู่เขาช้างเผือก


ภาพ : ลูกหาบใช้ถุงปุ๋ยแบบนี้ในการแบบกสัมภาระ

จากบ้านอีต่อง เดินไปอีกมากกว่ากิโลละครับ ก็จะถึงป้ายปากทางขึ้นเขาช้างเผือกของอุทยานฯ ไกลพอเหนื่อย นี้ละครับ การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 


ภาพ : ทางเข้าสู่เส้นทางผู้พิชิตเขาช้างเผือก จุดนี้มีซุ้มของอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่ดูแล แต่ไม่มีจำหน่ายบัตร ณ จุดนี้ ต้องไปเสียค่าเข้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมินะจ๊ะอย่าลืม

ระยะทางช่วงแรกๆเรียกว่า เดินสบายๆครับ แดดเยอะหน่อยเพราะที่นี้ไม่ค่อยม่ต้นไม้ใหญ่ คงเป็นเพราะเป็นภูเขาหินและลมแรง จึงไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นได้ มาถึงจุดพักจุดแรก ที่เรียกว่า "จุดพักต้นส้าน" จุดนี้เหนื่อยแต่ยังชิลล์กันอยู่สบายๆครับ แล้วก็เดินต่อ ผ่านจุดพักอีกหลายจุด มีจุดชันแค่บางช่วงระหว่างทางเท่านั้น บางช่วงเราก็สามารถมองเห็นยอดเขาช้างเผือกได้ด้วย เป็นกำลังใจกันไปว่าเป้าหมายอยู่ตรงนั้น แต่บางที่ก็คิดว่า เดินกันได้ไงนะไกลขนาดนั้น 


ภาพ : ทางเดินช่วงแรกๆสบายๆ


ภาพ : จุดพักต้นส้าน


ภาพ : ข้างๆเริ่มเป็นผาสูง


ภาพ : มองเห็นยอดเขาช้างเผือกและจุดกางเต็นท์

ประมาณ 11 โมงเราก็พักกินข้าวเที่ยงระหว่างทางกันแล้วครับ เพราะเหนื่อยมากกับการเดินทางไกล หลายกิโล น้ำที่พกติดตัวมาก็หมดไปสองขวดแล้วสำหนับผม ดีที่พกแบบขวดใหญ่แบบลิตรไว้ด้วยหนึ่งขวดไว้เติม ก็ยัดเป้มานะครับ 


ภาพ : พักกินข้าวกล่องที่เตรียมมา


ภาพ : จากจุดนี้ไปวิวจะเริ่มสวยและสูงมากๆ

พักกินข้าวกลางวันกันเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางต่อ โดยที่เส้นทางตอ่จากนี้จะเริ่มสูง และมีเหวบางบางช่วงให้เสียวเล่น แต่นี้ยังธรรมดาครับเมื่อเทียบกับสันคมมีดอันเลื่องชื่อของเขาช้างเผือก จังหวะนี้เรายังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป แต่อย่าลืมนะครับด้านบนไม่มีไฟฟ้า ดังนั้นประหยัดแบตให้พอสำหรับถ่ายรูปด้านบนเขาด้วยละ เพราะเห็นบางคนแบตหมดระหว่างทางแล้วจะต้องเสียใจ เพราะภาพที่เห็นจะสวยงามขึ้นเรื่อยๆนับจากจุดนี้ ประมาณ ช่วง 2กิโลเมตร ก่อนถึงจุดกางเต็นท์ 

วิวบางช่วงเหมือนมองยอดเขาในต่างประเทศเลยละครับ 


ภาพ : ทางชันทุ่งหญ้า เขาสูง


ภาพ : มองเห็นยอดเขาช้างเผือก


ภาพ : จุดนี้เราก็แวะพัก นานๆจะเห็นต้นไม้ใหญ่ และยังมีสองต้นคู่ด้วย สวยจัง


ภาพ : วิวนี้เหมือนต่างประเทศเลยอะ

เมื่อมองเห็นจุดกางเต็นท์ เราจะพบว่าเราพาตัวเองมาอยู่ในที่สูงมาก และต้องไต่เชือกลงไปยังจุดกางเต็นท์ ช่วงนี้จะชัน และสวยมากเลยละครับ มองเห็นยอดเขาช้างเผือกด้วย แต่เราจะต้องลงไปจัดการเรื่องที่พักกันให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปพิชิตเขาช้างเผือกกันต่อ แค่มองเห็นที่กางเต็นท์ก็รู้สึกมีกำลังและตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง จะถึงแล้ว 


ภาพ : ต้องไต่เชือกลงไป ชันมาก มองเห็นจุดกางเต็นท์แล้วอะครับ


ประมาณบ่ายโมงเราก็เดินทางมาถึงจุดกางเต็นท์ เร็วกว่าที่คาดหลายชั่วโมง เพราะตั้งเป้าหมายไว้ทีแรกว่าน่าจะถึงสักบ่าย3 ประมาณนั้น ก็แสดงว่าเราจะมีเวลาพักก่อนจะขึ้นเข้าไปจุดชมวิวสูงสุด ซึ่งโหดสุดๆด้วย อีกเพียง 1กิโลเมตรเท่านั้น แต่เป็นระยะทางที่ไต่เขาชัน เดินบนสันเขาแคบ และนี้ละครับวัดใจมากๆ จะพิชิตได้หรือไม่ บ่ายสามคือเวลาที่เรานัดทุกคนขึ้นยอดเขาช้างเผือกกันต่อ ตอนนี้กางเต็นท์ นอนพัก ของน้ำอัดลมเย็นๆให้ชื่นใจเหมือนสวรรค์มาโปรดเลย 


ภาพ : พักกันสักหน่อยก่อน ไปพิชิตยอดเขา

บ่าย3เวลานัดมาถึง เราเตรียมตัวกันเดินขึ้นเขา …ถามว่าทำไมต้องบ่าย3 เพราะว่าเราต้องขึ้นและรีบกลับลงมาให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกด้วยครับ ไม่งั้นถ้ามืดกลางทางจะอันตรายมาก แม้จะมีไฟฉายก็ตาม ไปกลับอย่างละชั่วโมง อยู่บนยอดเขาพักเอาแรง และถ่ายรูปกันอีก ก็น่าจะประมาณนี้ดีที่สุด บ่าย3นี้ละครับ 

แค่มองจากที่พักของเราขึ้นไปตามเส้นทางที่เราะจะเดินไปก็เสียวแล้วครับ คือมันชันมาก มากจนไม่คิดว่าจะมีคนคิดจะปี แต่มีทางขึ้นได้ สิ่งที่เดียวที่ควรทำตอนนี้คือ ทิ้งคำว่ากลัว แล้วเปลี่ยนเป็นกล้า หลายคนถอดใจเพราะท่องคำว่ากลัวมาตลอดทาง เจอคำบอกเล่าปากต่อปากของความเสียวจนใจตกไปถึงตาตุ่ม ขามันก็สั่น ปีนไม่ไหวก็มีหลายคน จากคนที่พิชิตได้สำเร็จ แทบจะวิ่งขึ้นเขา ให้ความเห็นว่า เราต้องบอกใจเราว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไรต้องกลัว แล้วเราจะไม่กลัว แล้วเราจะทำได้ บางคนเห็นเด็ก9ขวบปีขึ้นไปได้ เลยมีแรงมีกำลังใจ ปีนตามขึ้นมาจนสำเร็จ 


ภาพ : จากจุดกางเต็นท์ขึ้นมา ไปพิชิตยอดเขากัน


ภาพ : ชันมากเลยครับ นี้มันสัก 70-80 องศาได้มั๊งครับ อย่างมองหลังนะ เสียว


ภาพ : หันกลับไปมองนี้เราขึ้นมาได้ไงเนี่ย

จุดที่ใครๆก็ว่าเสียวที่สุด "สันคมมีด" อยู่ต่อหน้าเราแล้วครับ มันเป็นสันเขาที่เป็นลักษณะกองหินแคบๆ ต้องปีนต่องไต่ขึ้นไปแบบว่าสองข้างเป็นเหว พื้นที่จะยืนแทบไม่มี ผมยอมรับว่าทำใจอยู่นานเพราะด้วยความเหนื่อยที่ปีนเขาชันขึ้นมาแล้วมาเจอจุดเสียวๆอีกขาสั่น ยืนไม่ขึ้นเลยครับ 


ภาพ : จุดนี้สันคมมีด

พักใหญ่กว่าผมจะลุกขึ้นแล้วไปต่อ บอกตัวเองตรงจุดนี้เลยว้าต้องกล้า แต่ไม่ต้องรีบ ให้ร่างกายเราพร้อมด้วย พร้อมทั้งกายและใจ แล้วลุยกันเลย ตอนไต่ขึ้นสันคมมีด พยายามที่จะไม่มองเหวข้างๆดีที่สุดครับ จดจ่ออยู่กับแค่การปีนของเรา จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลทุกคนครับ มีเชือกช้วยในการฉุดพยุงตัวสำหรับปี สองเส้น 


ภาพ : ยอมรับเลยว่าขาสั่นกว่าจะกล้าลุกไปปีนสันคมมีด


เมื่อผมผ่านสันคมมีดมาได้ ดันมาเจออุปสรรคต่อไป …ขามันลุกไม่ขึ้นอะครับ ก็ทางที่ขึ้นมาได้มันกว้างแค่ไม่บันทัดได้มั้ง เสียวมากผมใช้วิธีคลานไปพักหนึ่งก่อนจะกล้าลุกขึ้นยืน ต้องตบมือให้กับคนที่ผ่านสันคมมีดมาได้แล้วลุกขึ้นยืนเดินได้ เก่งจริงๆ ตรงจุดนี้จะเป็นสันเขาที่มระทางประมาณ 100 เมตรได้มั้งครับ แล้วเราก็จะเจอด่านต่อไปที่ ทุกคนลงความเห็นว่า เสียวมากมม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสันคมมีดเลย 


ภาพ : สันเขา ช่วงนี้ ก็เสียวใช่เล่น ผมคลานอยู่พักหนึ่งก่อนลุกขึ้นยืนได้ตรงจุดที่มีหญ้าสูงหน่อยคอยพยุงตัว


ภาพ : มองเห็นยอดเขาแล้ว แต่ยังต้องผ่านด้าน เนินเทเลทับบีส์

เราตั้งชื่อจุดนี้กันว่า "เนินเทเลทับบีส์" เพราะมันมีลักษณะเหมือนเนินเขาที่มีต้นหญ็าขึ้นนี้ละครับ แต่ทว่า มันชันมาก และลื่นมาก ที่จะหยิบจะหยียบมองไม่ออกเลยว่าจะต้องปีนยังไง จุดนี้เราใช้ทั้งมือทั้งขา จับและดึงต้นหญ้าไต่ขึ้นช่วยพยุงตัวไปเลยๆ ตอนขากลับลงเขาเดี๋ยวทุกคนจะทราบว่าทำไม่เราเรียกว่า "เนินเทเลทับบีส์" ต้องคอยดูท่าลงของพวกเราครับ ตอนไต่ขึ้นนี้คิดตลอดว่าขึ้นก็ยากแล้ว ตอนลงจะลงยังไงเนี่ย ชันเกือบจะ90องศาอยู่แล้ว กลัวลื่นล่วงไปที่สุด ไม่กล้ามองกลับไปเลย 


ภาพ : เนินเทเลทับบีส์จะผ่านได้มั๊ยเนี่ย

แต่พอผ่านมาได้ เราก็มาถึงยอดเขาช้างเผือกแล้วละครับ จุดสูงสุด สูงจากระดับน้ำทะเล 1,249 เมตร เหนื่อยมาก ขอนอนพักก่อนจะถ่ายรูปแล้วกัน กว่าจะมาถึงจุดนี้ขอชิลล์กันพักใหญ่ละครับ เชื่อมั๊ยครับมาถึงยอดเขาตอน 4.45 น. ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าๆ เกือบชั่วโมงครึ่งเพื่อมาถึงยอดเขา 


ภาพ : วิวบนยอดเขา จุดสูงสุดของเขาช้างเผือก


ภาพ : ผู้พิชิตเขาช้างเผือก ถ่ายรูปกับป้ายนี้กันทุกคน


ภาพ : หามุมพักสงบ นอนในทุ่งหญ้า เหนื่อยมาก แต่ข้างบนชิลล์มาก


ภาพ : ก่อนลงจากยอดสูงสุด กระโดดกันหนึ่งที

พอ5โมงเย็นเจ้าหน้าที่แนะนำให้ลงกันได้แล้ว เพราะถ้าพระอาทิตย์ตก จะมืดเร็ว แล้วก็จะกลับลำบาก แน่นอนว่าเราพยายามคิดภาพและจินตนาการตาม ว่าจะลำบากขนาดไหน ตอนมองเห็นยังมายากขนาดนี้ ตอนมืดๆจะยากขนาดไหน …รีบลงเถอะครับ แล้วไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกระหว่างทาง ให้ทันที่สันคมมีด ก็ปลอดภัยแล้วครับ วันนี้พระอาทิตย์น่าจะตกราวๆ 5.45 น. 

ช่วงชลจากยอดเขา ผ่าน  "เนินเทเลทับบีส์" นี้มันสุดยอดเลยครับ เหมือนเล่นสวนสนุกกลางหุบเขา เสียวมาก อาศัยต้นหญ้ากอหญ้าไว้คอยจับ แล้วเอาก้นไถลไปเลรื่อยๆ ทีละนิด เพราะเดินลงคงไม่ไหวแน่ชันมากใช้ท่านั่งลงไปครับ กว่าจะผ่านเจ้า"เนินเทเลทับบีส์"ได้ ก็ใช้เวลาไปเยอะแล้ว 


ภาพ : เนินเทเลทับบี้ส์ ชันสุดๆ ถึงกับต้องนั่งลงแล้วกระดึ๊บๆไปที่ละนิด มือกำหญ้าแน่นเลย มันชันฟุดๆอะ

ขากลับนี้วิวสวยมากเลยครับ พระอาทิตย์กำลังจะตก ดีที่ว่าเรามาถึงสันเขาบริเวณสันคมมีดกันราวๆ 5.54 แต่ฟ้ายังไม่มืด พระอามิตย์ยังไม่ลาลับ เลยได้ภาพสวยๆตอนพระอาทิตย์ตก บริเวณสันคมมีดมาฝากทุกคนด้วย 

ช่วงลงนี้ ดีกว่าตอนขึ้นครับ ใช้ทั้งสองมือสองขาเหมือนเดิม สุดยอดจริงๆครับ ในที่สุดก็พิชิตเขาช้างเผือกสำเร็จ หลายคนถามว่า จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกดี ผมแนะนำอย่างนี้นะครับว่า สภาพอากาศม่ค่อยแน่นอน ถ้ามีโอกาสขึ้นช่วงไหนก่อนขึ้นก่อนเลยครับ อย่างวันที่เราไป ก็กะว่าจะขึ้นไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นด้วยแต่ทำไม่ได้ ในเช้าวันถัดมา เพราะว่า เกิดลมแรงมากในตอนเช้า การขึ้นไปอันตรายจึงไม่มีใครขึ้น ดีที่เราขึ้นกันแล้วตั้งแต่เย็น อีกอย่าง การถ่ายพระอาทิตย์ตกดูจะมีเวลามากกว่านะครับ ส่วนพระอาทิตย์ขึ้นนั้น จะออกเดินทางตั้งแต่มืดเพื่อไปตั้งกล้องตอนเช้าให้ทันก็ต้องฝ่าความมืดไปอันตรายอีก หรือม่ก็ไปตอนที่สว่างแล้ว ก็กว่าจะถึงจุดสวยๆ แสงอาจจะแข็งไม่สวยแล้วก็ได้ ถ่ายภาพช่วงเย็นจึงเหมาะที่สุดครับ 


ภาพ : พระอาทิตย์ตกระหว่างทาง ตรงสันเขา


ภาพ : มองพระอาทิตย์ตกเหนือสันคมมีด เขาช้างเผือก

ดังนั้นการมาเที่ยวเขาช้างเผือกถ้าลำดับเวลาให้ดี แนะนำว่าขึ้นแต่เช้า 8โมง กินกข้าวเที่ยงกลางทาง บ่ายโมงกางเต็นท์ พักผ่อนสักหน่อย แล้วขึ้นยอดเขาตอนบ่าย3 กลับลงจากเขา 5โมงเย็น ประมาณนี้ครับ สิ่งที่ต้องเตรียมคือใจที่กล้า แล้วคุณจะเป็นผู้พิชิตเขาช้างเผือก  



แผนที่
จุด A แสดงตำแหน่ง บ้านอีต่อง GPS คือ 14.678817 ,98.368484
จุด B จุดกางเต็นท์ GPS คือ 14.724628, 98.382354
จุด C ยอดเขาช้างเผือก GPS คือ 14.726461, 98.388561


จังหวัด: 
ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel