เสน่ห์เขาหลวงคืออะไร มีอะไรเที่ยว อะไรสวย (ข้อมูลก่อนเดินทาง)

เขาหลวงสุโขทัยเป็นภูเขาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และยังมีความสวยงามที่นักท่องเที่ยว หลายคนหวังที่จะขึ้นไปพิชิตมันสักครั้ง แม้รู้ว่าหนทางนั้นยากลำบาก คำถามก็คือ แล้วมันมีเสน่ห์ยังไง ถึงทำให้คนมากมายอยากขึ้นเขาหลวง สะดุดตาได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานแห่งชาติรามคำแหง ผู้ที่พาพวกเราคณะสื่อมวลชนขึ้นไปพิชิตยอดเขาหลวงว่าความเป็นมาของมันยังไง มีอะไรน่าสนใจที่นี่ 



สัมภาษณ์พิเศษ 
คุณ ทนงค์ อ้นทอง 
นักวิชาการเกษตรประจำอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

ถ้าอยากมาเที่ยวเขาหลวงมีอะไรให้ชมบ้าง ...ที่ตีนเขาก็จะมี สวนสมุนไพร แล้วก็มี “น้ำตกสายรุ้ง” เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในอุทยานแห่งชาติรามคำแหง เป็นลักษณะหน้าผา มี4ชั้น ที่ชั้น4ของน้ำตก มีความสูงของน้ำตก 40เมตร จะมีน้ำช่วงหน้าฝนเท่านั้น ประมาณออกพรรษา การเข้าถึงน้ำตกชั้นที่4 ซึ่งสวยสุดต้องเดินเท้าประมาณ 2 กิโลเมตร จากหน่วยพิทักษ์ฯ แต่ตลอดทางก็จะเป็นน้ำตก ตั้งแต่ชั้น1 เลื่อยไปจนถึงชั้น4 อีกน้ำตกที่อยากแนะนำคือ “น้ำตกลำเกียว” ซึ่งเป็นธารน้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปี ส่วนบริเวณอุทยานแห่งชาติรามคำแหง จะดังเรื่องสมุนไพร จำพวกบำรุงกำลัง รักษาโรคมะเร็ง สมัยก่อนเรียกเขาหลวงว่าเขาสรรพยา ปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแห่งหลักที่1 หน้าที่3

เส้นทางขึ้นเขา

จุดแรกก่อนขึ้นเขาเราจะเห็นสวนสมุนไพรทางซ้ายมือ ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นสวนสมุนไพรที่มีตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่บริเวณที่เราทำเป็นสวนสมุนไพรนี้ เราจะย่อส่วนจากในป่า เอามทำการปลูกแบ่งเป็นโซนให้ได้เรียนรู้จักสมุนไพรในเขาหลวง ซึ่งมีมากกว่า200ชนิด จากหลักฐานในหลักศิลาจารึก ได้อ้างถึงเขาหลวงว่าเป็นเขา “สรรพยา” หมายถึงภูเขาที่เต็มไปด้วยยา ในสมัยนั้นถ้าต้องการยาก็จะมาหาสมุนไพรไปทำยาจากภูเขาลูกนี้ ตัวยาที่อยู่ตีนเขาก็จะแตกต่างจากยาสมุนไพรที่อยู่บนเขา บนเขาก็จะพิเศษนิดนึง ด้านล่างเขาเรียกกันว่า “สวนลุ่ม” ซึ่งมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ด้วยคือ มีวัดสวนลุ่มตั้งอยู่ และยังพบโครงกระดูกโบราณอยู่มากมายอีกด้วย 

ต้นไม้ที่พบบนเขาหลวงสุโขทัยแห่งนี้จะมีแต่ไม่ถิ่น ซึ่งมีมานานมาก สมุนไพรที่เขาหลวงแห่งนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเช่นกัน มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาทำการวิจัยพืชสมุนไพรที่นี่ เช่น ม.นเรศวร ม.จุฬา  ม.เกษตร เป็นต้น ตัวยาของพืชสมุนไพรบนเขาหลวงจะมีปริมาณยาที่มากกว่าที่อื่นๆ เข้มข้นกว่า สมุนไพรจากข้างนอกจะไม่ค่อยแรงเท่าที่เขาหลวง ในหมู่บ้านรอบๆอุทยานฯก็ยังมีหม้อยาอยู่ 

สมุนไพรที่พบบนเขายอดหลวง ในยุคสมัยสุโขทัยเรียกว่า “สวนขวัญ” เป็นสวนยาของเชื้อพระวศ์ แต่สำหรับคนสามัญอย่่างเราๆ ก็จะใช้สมุนไพรที่ตีนเขาซึ่เงรียกว่า “สวนลุ่ม” เขาจะรักษาด้วยการนำยาจากเขาหลวงหรือที่คนโบราณเรียกว่า “เขาสรรพยา” ไปใช้ในการรักษา 

ตำนานบนเขาหลวง กำเนิดพระร่วง

บนเขายังมีตำนานเกี่ยวกับพระร่วงเจ้า ต้นกำเนิดราชวงศ์พระร่วง พ่อเมืองสุโขทัยนั้นเอง ใกล้ๆที่พักเราก็จะมี “ถ้ำมเหรก” เป็นที่กำเนิดของพระร่วง คำว่ามเหรก หมายถึงการเด็กที่เกิดมาแบบไม่มีรก ไม่ได้ออกมาจากช่องคลอด แต่กำเนิดมาด้วยการสำรอก ด้วยพระร่วงมีพระมารดาเป็นพญานาค 

ตามตำนาน มีเจ้าเมืองศรีสัชนาลัย มาจำศีลที่เขาแห่งนี้ แล้วก็มาเจอกับธิดาพญานาค ซึ่งขึ้นมาจากปล่องนางนาค (จุดที่เราผ่านตอนขึ้นเขา) นางนาคก็มาปรนนิบัติรับใช้ แล้วก็เกิดมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยกลับเข้าเมืองของตน นางนาคก็รออยู่บนเขาแห่งนี้ นานวันเข้าเจ้าเมืองก็ไม่มาสักที  จนเมื่อถึงกำหนดคลอด ก็มาคลอดที่ถ้ำมเหรก ตอนคลอดก็จะมีผ้าห่อแล้วก็มีแหวน แล้วนายพรานก็มาเจอเข้า 



ที่นี่ยังมีถนนเส้นแรกของประเทศไทยด้วย คือ ถนนโบราณที่เชื่อมจากเมืองศรีสัชนาลัยไปถึงเมืองกำแพงเพชร เราเรียกว่า “ถนนพระร่วง” หลักฐานอีกอย่างคือ “ลานพม่าวิ่งว่าว” เป็นลานพื้นหินธรรมดานี้แหละครับ คือ พระร่วงนี้ทรงชอบการเล่นว่าวมาก สมัยก่อนเขาบอกว่าคนจะตัวโต เมื่อพระร่วงวิ่งมาถึงบริเวณนี้ก็มาสะดุดก้อนหินล้มลง ด้วยวาจาของพระร่วงนั้นศักสิทธิ์ ท่านก็พูดว่า”หินเจ้าจงอ่อน” ก็เกิดเป็นหลุม 3 หลุมขึ้น บนลานหิน ณ จุดนี้ คนคีรีมาศจะนับถือกันมากว่าเป็นน้ำศักสิทธิ์ จะมีน้ำซึมออกมาจากหลุมตลอดปี ปัจจุบัน “ลานพม่าเล่นว่าว” อยู่กลางป่าที่ต้องเดินลึกเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร 

ใกล้ๆกันก็จะมี “ลานพม่ารับหอก” ซึ่งจุดนี้จะเป็นเหมือนจุดยุทธศาสตร์อีกด้วย ถ้าจะเข้าตีเมืองสุโขทัย จะต้องตีเมืองกำแพงเพชรเสียก่อน จากจุดนี้เราจะเห็นการเดินทัพจากเมืองกแพงเพชรได้อย่างชัดเจน เมื่อมีทัพพม่าเข้ามาได้ ก็จะมีการส่งสัญญาณให้รู้จากบนยอดเขา บนลานพม่ารับหอก ยังมีร่องรอยการรับมีด ซึ่งเป็นร่องรอยโบราณ 

ในสองจุดนี้ ทางอุทยานฯก็มีแผนในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เช่นกัน แต่เนื่องจากบุคคลากรที่มีน้อย ก็ยังไม่สามารถเปิดให้เที่ยวชมได้ ยังมีแหล่งโบราณคดี สมัยพุทธศตวรรษที่16 เป็นศิลปะแบบเขมร พบบน “เขาปากุดจา” (เป็นเขาเตี้ยๆในพื้นที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง) สันนิษฐานว่าสร้างก่อนสมัยสุโขทัย เป็นลักษณะอโรคยาศาล จุดนี้ทางกรมศิลปากรดูแลอยู่ 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เราค้นพบอีกก็จะมี พวกวัดเก่าโบราณอยู่มากบริเวณเขาหลวง แล้วก็การเล่นตีคลี (คล้ายการเล่นโปโล) มีทุ่งแห่นาค ยังมีพวกกรุพระเยอะบนเขาหลวง กรุประตูป่า ประตูเปลือย  ยังมีเขื่อนแห่งแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่นี้สร้างสมัยสุโขทัย “เขื่อนสรีดภงส์” เป็นลักษณะทำนบกันน้ำ โบราณ หรือเรียกอีกชื่อว่า “ทำนบพระร่วง” 

สมัยก่อนสันนิฐานว่า บนเขาหลวงจะมีชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่ในสมัยสุโขทัย บนเขาภูกา ยังมีเจดีย์เก่า พบซากอิฐบริเวณนี้ อิฐที่พบคล้ายกับที่เมืองเก่าสุโขทัย ตั้งอยู่ติดกับหน้าผา มีคนไปขุดไปทำลายเสียหายไปเยอะแล้วในปัจจุบัน

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 

เขาหลวงถูกใช้เป็นจุดสังเกตุการณ์ของทหารญี่ปุ่น จากคนรุ่นปู่รุ่นย่าเล่าให้ฟัง ว่าเขาหลวงนี้ทหารญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้เป็นจุดสังเกตุการณ์ บริเวณ “เขาภูกา” ซึ่งบริเวณนี้จะมีร่องรอยการสลักหินเป็นเข็มทิศของพวกญี่ปุ่น มีลักษณะที่สลักบนแผ่นหิน ด้วยตัวเลขอาราบิคและมีลูกศรชี้ ทั้ง8 ทิศ 

ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางขึ้นเขา
ทางราบระหว่างทาง นับรวมไม่น่าเกิน 500 เมตร ที่เหลือเป็นทางชันล้วนๆ 
ระยะทางขึ้นเขาถึงจุดกางเต้นท์ 3.7 กิโลเมตร 
สมเด็จพระเทพฯ เดินขึ้นเขาใช้เวลา 3.50 ชั่วโมง
พวกเราเดินขึ้นเขา 4.30 ชั่วโมง

สิ่งอำนวยความสะดวกด้านบนเขา
มีเจ้าหน้าที่คอยบริการ 
เต้นท์สามารถมาเช่าได้ด้านบนได้
ค่าเข้าอุทยานฯ 20บาท
เต้นท์ 2คน 150 บาท/เต้นท์/คืน
เต้นท์ 3คน 225 บาท/เต้นท์/คืน
เต้นท์ ใหญ่ 400 บาท/เต้นท์/คืน
เต้นท์ ใหญ่ 600 บาท/เต้นท์/คืน
ถุงนอน 30 บาท/คืน
เสื่อ 10-20 บาท/คืน

กรณีที่เอาเต้นท์มาเองก็จะเสียค่าใช้พื้นที่ 30 บาท/คน/คืน
ก่อกองไฟ ในพื้นที่ ที่จัดให้เท่านั้น

รองรับนักท่อเงที่ยวได้ประมาณ 600 คน 
เคยรับสูงสุดที่1,200 คนมาแล้ว

4ทุ่มงดใช้เสียงดัง หรือเสียงรบกวนผู้อื่น 

มีห้องน้ำ มีร้านค้าสวัสดิการ ขายของจำพวก ม่ามา ปลากระป๋อง ขนม น้ำอัดลม ราคาเป็นสองเท่าจากราคาปกติ (เพราะต้องจ้างหาบขึ้นมา) แต่ไม่มีอาหารจานเดียวจำหน่าย ร้านเปิดตั้งแต่ 7.30-20.30น. 

อาหาร : ต้องทำเองหรือเตรียมมาเอง ด้านบนไม่มีจำหน่าย 
น้ำ : มีน้ำดื่มจากธรรมชาติ ทุกก๊อกดื่มได้ กินได้ ถ้าไม่มั่นใจแนะนำให้ต้มก่อนกิน 
สัญญาณโทรศัพท์ : ระหว่างทางขึ้นมีตลอดทางเป็นจุดๆ รับได้ทุกระบบ ส่วนบนเขานี้ ต้องหาสัญญาณกันนิดนึง คลื่อนไม่ค่อยเสียรเท่าไหร่ ทำให้แบตหมดเร็วมาก 


วิวที่ยอดเขานารายณ์

เส้นทางท่องเที่ยวบนเขาหลวง
การท่องเที่ยวบนเขาหลวง สามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำ เส้นทางเดินเที่ยวบนเขาหลวง ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเส้นทางชัดเจน และมีป้ายบอกชัดเจนทุกจุด 

จุดชมพระอาทิตย์ตก ดูที่เขาแม่ย่า
จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่เขานารายณ์
ส่วนเขาเจดีย์ก็สามารถชม พระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ แต่ไม่ค่อยนิยมนัก 

สิ่งที่ต้องระวัง
สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรระวังก็คือ “เห็บไหม” คือห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในป่าทุ่งหญ้า หรือนั่งบนขอนไม้พุๆ เพราะเจ้าเห็บไหม มันจะอยู่บริเวณเหล่านี้ มันจะเข้ามากัดเหมือนเห็บหมาเลยครับ ตัวมันจะเล็กๆ เล็กกว่าเห็บหมา เวลามันกัดเราะรู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่มันอิ่มแล้ว จะรู้สึกคันๆ เห็นเป็นจุดแดงๆ แล้วก็กัดในจุดเนื้ออ่อนๆ โดยเฉพาะที่ลับ มันจะคันแล้วก็เกาไปนานเลยครับประมาณ ครึ่งเดือนได้ เกาเป็นแผลสเกร็ดเล็กๆ แล้วเราก็เกาแล้วก็เกาอีกเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ระวังให้ดีนะครับ

อากาศ เฉลี่ย 22-26 องศา ทั้งปี หนาวสุดที่เคยเจอ 4องศา ซึ่งนานมากแล้ว 
อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร 

แนะนำการเที่ยวตามฤดูกาล
อยากดูพระอาทิตย์ชัดๆ ให้มาดูหน้าแล้ง ไม่มีหมอกบังแน่นอน
หน้าฝนก็จะมีทะเลหมอก บางที่เห็นเมฆฝนพัดผ่านจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง

ระยะเวลาการเที่ยว ปกติเที่ยวกัน 2วัน 1คืน แต่ถ้าอยากเที่ยวให้ทั่วต้อง 3วัน 2คืน 
อุทยานฯเปิดทั้งปี ไม่มีปิด 

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พี่ทรงค์ อ้นทอง เล่าให้กับพวกเราฟังถึงเสน่ห์ของเขาหลวง และข้อมูลของเขาหลวง สำหรับนักท่องเที่ยวก่อนเดินทาง จะได้ใช้วางแผนการท่องเที่ยวในเขาหลวง อุทยานแห่งชาติรามคำแหงแห่งนี้ 
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,