เดินเรื่อยๆขึ้นเขาหลวงสุโขทัย 3.7 กิโลเมตร…ทางชันเรื่อยๆ (พิชิตเขาหลวงสุโขทัย ตอนที่1)

เขาหลวงเป็นชื่อเรียกภูเขาใหญ่ในหลายพื้นที่ของไทย ให้ความหมายที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ที่โคราช เขาหลวงที่นครศรีธรรมราช แต่หนึ่งเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมธรรมชาติอยากจะมาสัมผัสและพิชิตสักครั้งให้ได้ ก็คือ เขาหลวงสุโขทัย ทริปนี้จะเป็นการเดินทางพิชิตเขาหลวงสุโขทัย ความสูงจากระดับน้ำทะเลที่1,200 เมตร อย่างภูกระดึงก็สูงระดับโดยประมาณ ดังนั้นอากาศที่ยอดเขาสูงระดับพันเมตรึ้นนี้ รับรองได้ว่า หนาวเย็น อากาศดี แน่นอน 



การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นขึ้นโดยการประสานงานจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ทริปนี้เลยมีทั้งเพื่อนๆที่เป็นสื่อท่องเที่ยวด้วยกันและ พี่ๆเพื่อนๆจาก ททท.สุโขทัยเดินทางขึ้นเขาไปพร้อมกัน ยังมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯตามไปให้ความรู้ตลอดเส้นทางการ ขึ้นเขา 3.7 กิโลเมตร ระยะทางเมื่อเที่ยบกับการเดินเท้าแล้วถือว่าจิ๊บๆ ระยะ 3.7 กิดลเมตรนี้ ผมเดินสบายๆ ประมาณว่าเดินจากเซ็นทรัลเวิลด์มาดิเเอ็มโพเรียมเท่านั้นเอง ถ้าเป็นทางราบแบบนี้ ไม่น่าเกิน ชั่วโมงโดยประมาณ 


ภาพ: พร้อมกันทุกคนสำหรับการขึ้นเขาในยามเช้าอย่างนี้


ภาพ: จากตัวอุทยานแห่งชาติรมคำแหงเราสามารถมองเห็น เขานารายณ์ได้ชัดเจน ตรงยอดปลายแหลมๆนั้นแหละครับ จุดที่ใครๆก้ไปถ่ายรูปผู้พิชิตเขาหลวงกัน

แต่การเดินขึ้นเขาหลวงไม่ง่ายราบเรียบเหมือนทางราบนะซิครับ สำหรับผมเป็นการเดินขึ้นครั้งแรกซะด้วย แต่เดินขึ้นภูกระดึงมาหลายครั้ง (น่าจะเกิน 30ครั้งนะ) ระยะทาง3.7กิโลที่ยากจะประเมินได้ เพราะค้นข้อมูลเท่าไหร่ ก็รู้เพียงว่ามันลำบาก ...ก่อนขึ้นเขา1สัปดาห์เจอเพื่อนๆสื่อมวลชน ที่เพิ่งลงมาจากเขาหลวงเมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน บอกว่า “เกือบตาย” ต้องพักไปเป็นอาทิตย์ แค่ได้ยินแคนี้ก็ต้องไม่ประมาทแล้วว่ามันจะลำบากขนาดไหน แต่ดีที่เมื่อเดือนก่อนก้ได้มีโอกาสไปฟิตร่างกายที่ ทุ่งโนนสน จังหวัดพิษณุโลกมาบ้างแล้ว ทริปนั้นก้หนักเอาการเหมือนกัน 

การเดิทางของเราเริ่มต้นที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติรามคำแหง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขาหลวงนั้นเอง จากจุดนี้ ทางอุทยานฯเตรียมลูกหาบไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ติดต่อมาล่วงหน้า ...จุดนี้ผมพลาดเล็กน้อยเพราะได้ข้อมูลมาล่วงหน้าว่าจะต้องแบกของขึ้นไปเอง เลยจัดกระเป๋ามาใบเดี๋ยวใส่ทุกอย่าง เลยทำให้ผมต้องแบกอุปกรณ์ทำงาน ไปพร้อมกับของใช้อย่างเสื้อผ้า เครื่องอาบน้ำ ทั้งที่ถ้าเอากระเป่าแยกมาคงให้ลูกหาบแบกขึ้นไปได้ลดภาระลงไปได้เยอะ ลูกหาบที่เขาหลวงจะคิดค่าบริการแบกสัมภาระที่ 20บาท/กิโลกรัมครับ กระเป๋าผมรวมน้ำหนักแล้วผมต้องแบบกขึ้นไปเอง 8 กิโลกรัม เอาเรื่องเหมือนกัน ดังนั้น แจ้งไว้ก่อนเลยครับว่าใครจะขึ้นเขา แนะนำให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯก่อนเพื่อจัดหาลุกหาบให้ จะได้ไม่เหนื่อยมาก เพราะทางขึ้นโหดจริงๆ แต่ถ้าถามว่า แบกเองแค่ 8 กิโลไหวมั๊ยขึ้นเขา ก็ต้องตอบว่าไหวล่ะครับ แต่เหนื่อยมากจริงๆ อ้อมแรงไว้ชื่นชมธรรมชาติดีกว่าสะดุดตาแนะนำ


ภาพ: เป้ที่ผมต้องแบกขึ้นไปเอง น้ำหนัก 8 กิโลกรัม เพราะพลาดเรื่องการจัดกระเป๋า เอาของใช้ระหว่างทางมาไว้ในกระเป๋านี้ แต่ไม่เป้นไรลองดูครับ

ความลำบากนั้นอาจจะรู้สึกไปแตกต่างกันในแต่ล่ะคน แต่ทางเจ้าหน้าที่ประมาณให้เราฟังว่า โหดกว่าภูกระดึง  ลำบากกว่าภูสอยดาว 

9.34 น. เราเริ่มออกเดินทางขึ้นเขาหลวง จากปากทางขึ้นที่อุทยานทำไว้ให้ผู้พิชิตทุกท่านได้ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก บริเวณทางขึ้นยังมีสวนลุ่ม หรือสวนสมุนไพร ที่มีมากมายในเขาหลวง มาจำลองสวนสมุนไพรขนาดย่อมให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้อีกด้วย แต่เวลานี้เราคงไม่มีเวลามาเดินส่วนลุ่มกัน ขอขึ้นเขาก่อนแล้วกันนะครับเดี๋ยวจะไม่ทันมืด 


ภาพ : แผนที่ทางเดินขึ้นเขา ลักษณะเส้นทางที่ลาดชันตลอดทาง สังเกตุว่าตั้งแต่มออีหกไปจะยิ่งชันขึ้นไปอีก 


ภาพ: เริ่มต้นเดินป่าแบบชิลๆ ขอไปเรื่อยๆ


ภาพ : แค่ 200 เมตรแรก เราก็ต้องเริ่มเดินขึ้นเขากันแล้ว 

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีสถิติคนที่ขึ้นเขาหลวงเร็วที่สุด ใช้เวลาประมาณ 46 นาทีเท่านั้น ในวันงานพิชิตยอดเขาหลวง ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติรามคำแหงมีจัดเป็นประจำทุกปี สถิติแบบนี้ยากจะทำลาย งั้นถามถึงสถิติช้าสุดดีกว่า คำตอบคือ 8 ชั่วโมง... อันนี้ไม่แน่ว่าะทำลายสถิติกันได้ง่ายๆ เพราะเห็นทางขึ้นเขาแล้ว ....โห้....ชันมาก ปากทางเป็นทางเรียบราบแค่ไม่ถึง 200 เมตรล่ะมั้ง จากจุดนี้ขึ้นไป ชันตลอดเลย ต้องยกขาสูง ต้องปีนต้องป่ายตลอด ลืมบอกไปว่าคนที่มีอายุมากที่สุดที่ขึ้นมาพิชิตเขาหลวงสำเร็จ อายุ 72 ปี รู้แล้วเพื่อว่าจะมีกำลังใจ

เรามาศึกษาเส้นทางการเดินขึ้นกันก่อนแล้วกันครับ สำหรับคนที่ยังไม่เคยเดินขึ้นเขาหลวง ว่าจะต้องผ่านอะไรบ้าง ดังนี้ 

ที่พักจุดต่างๆ ระหว่างทางขึ้นเขาหลวง
จุดที่ 1 ประดู่ใหญ่ เดินขึ้นเขามา 1กิโลเมตร 
ปัจจุบันต้นประดู่ใหญ่ตายไปแล้ว 
จุดที่ 2 มออีหก 1,400 เมตร 
เป็นจุดที่มีไผ่หกขึ้นจำนวนมาก จุดนี้ถือว่าเป็ส่วนที่ชันเอามากๆ ใครถือน้ำถืออะไรมาได้หกเี่ยลาดกันล่ะ
จุดที่ 3 จุดชมวิว 1,600 เมตร 
ณ จุดนี้เป็นจุดที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประทับชมวิว ณ จุดชมวิว เมื่อทรงเสด็จพิชิตยอดเขาหลวง จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 จุดนี้จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นเขานมสาว 
จุด 4 ตะเคียนคู่ 2,000 เมตร 
จุดนี้เราพักกินข้าวกัน สังเกตุจะมีต้นตะเคียนใหญ่ตั้งอยู่ ลำต้นแยกออกเป็นสองแฉก อายุเป็นร้อยปี 
จุดที่ 5 น้ำดิบผามะหาด 2,320 เมตร 
เป็นจุดที่มีน้ำผุดขึ้นมา เป็นน้ำที่ผ่านการกรองจากธรรมชาติ มีแร่ธาตุที่เต็มไปด้วยสมุนไพร รสจะออกหวานนิดๆ และทางอทุยานฯนำเป็นประปาภูเขา ต่อท่อไปยังจุดพักต่างๆระหว่างทางขึ้นเขา จุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่มีน้ำดื่มให้ระหว่างทาง ใครมีขวดน้ำก็ใส่ขวดไว้กินกลางทางนะครับ 
จุดที่ 6 ชวนเบิกภัย 2,700 เมตร 
จะเป็นสถานที่เหมือนที่พักของสัตว์เยอะ มีมะม่วงต้นใหญ่มาก พวกพรานก็จะเยอะด้วย 
จุดที่ 7 ไทรงาม 3,000 เมตร 
จุดนี้มีต้นไทรยักษ์ใหญ่อายุเป็นพันปี จุดนี้จะพบลิงเกษมเยอะ แต่โอกาสที่จะเห็นยากนิดนึง ต้องเดินเงียบๆ อาจจะได้เห็นตามยอดไม้ สังเกตุให้ดีครับ 
จุดที่ 8 ถ้ำพระนารายณ์ 3,030 เมตร 
ที่เรียกถ้ำพระนารายณ์ เพราะเจอรุปปั้นพระนารายณ์ภายในถ้ำ
จุดที่ 9 ถ้ำพระ 3,040 เมตร
จุดที่ 10 ถ้ำค้างคาว 3,100 เมตร 
มีถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวจำนวนมาก เหม็นมากถ้าจะเดินเข้าไปในถ้ำคิดดีๆนะ 
จุดที่ 11 ปล่องนางนาค 3,320 เมตร 
จุดนี้ เป็นต้นกำเนิดของพระแม่ย่า หรือแม่ของพระร่วง ซึ่งเป็นพญานาค ขึ้นมาจากปล่องนี้ จนมาเจอกับเจ้าเมืองศรีสัชฯ จนมีลูกเกิดมาเป็นพระร่วง ตามตำนานกล่าวว่า ตัวถ้ำสามารถเชื่อมไปถึง วัดพระธาตุที่เมืองเก่าและอีกหลายๆที่ แต่ก็ไม่เคยมีใครพิสูจน์ 
จุดที่ 12 พระยาแล่นเรือ 3,520 เมตร 
จุดนี้คล้ายเขื่อนเล็กๆ มีทำนบน้ำ ไว้ใช้สำหรับคนที่อยู่บนเขา และเป็นที่สัตว์ลงมากินน้ำอีกด้วย 
จุดที่ 13 เนินหนุ่มเขาอ่อน หรือ มอตะคริว 
เนินนี้เป็นเนินสุดท้ายที่เดินเข้าสู่ค่ายพักแรม แทบหมดแรง 
จุดที่ 14 ค่ายพักแรม 3,720 เมตร 


ภาพ: จะเห็นว่าทางขึ้นเขาตลอดทาง ...เหนื่อยมาก จนถ่ายภาพเบลอ


ภาพ: ทางขึ้นยังชันได้อีก

เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 017 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 018 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 019

เมื่อรู้จักเส้นทางทั้งหมดแล้วเราก็มาเดินขึ้นเขากันต่อ อุปกรณ์แนะนำ ที่ช่วยได้มากในการขึ้นเขาหลวง คือไม้เท้านะครับ ก่อนขึ้นเขาถ้าหาได้หยิบมาใช้เลย มันจะช่วยถ่ายเทน้ำหนักในการเดิน ในการปีนป่ายและการทรงตัวได้ดีมาก จะทำให้เรารู้สึกลำบากน้อยลง 

อุปกรณ์ชิ้นถัดมาที่ขาดไม่ได้แนะนำเลยก็คือ ขวดน้ำ เพราะความเหนื่อยจะทำให้เราสูญเสียเหงื่อเยอะมากๆ จำเป็นต้องจิบน้ำเรื่อยๆ ผมซื้อพวกผงเกลือแร่ติดมาด้วย เพื่อคนอื่นด้วยใช้หมดเกลี้ยงเลย ส่วนเรื่องน้ำ จุดพักต่างๆบนเขา จะมีถุงน้ำ ต่อมาเป็นประปาภูเขาให้เราใช้ดื่มกินกันได้ ล้างหน้าก็เย็นชื่นใจ 


ภาพ: น้ำผสมเกลือแร่ที่พกติดตัวมาช่วยได้เยอะเลย


ภาพ: เจอลูกหาบระหว่างทาง


ภาพ: ทางขึ้นเขา บางช่วงยังชันอยู่แต่ก็มีแคร่ให้นั่งพัก แล้วก็มีถังน้ำประปาภูเขาไว้ล้างหน้าดื่มกินได้


ภาพ: มีบางคนเขียนไว้ที่แคร่แบบท้อใจว่า "อย่าได้มาอีกเลย"


แคร่และถังน้ำพวกนี้แหละที่จะทำให้เราได้พักเติมพลังไปตลอดทาง 


ภาพ: ทางยังชันต่อเนื่อง ดูสภาพทางขึ้นเขา คงต้องเตรียมรองเท้ามาอย่างดี


ภาพ: เหนื่อยแทบแย่ ขอทรุดลงกลางทาง

เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 031 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 034 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 035

จากจุดแรกที่เราต้องเดินมาให้ถึงก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้วครับ คือ “ประดู่ใหญ่” จุดนี้ห่างจากตีนเขา 1กิโลเมตร แต่ขึ้นมาชันตลอดทาง และกว่าจะผ่านมออีหกไปได้ จนไปถึงจุดชมิว ผมใช้เวลาไปประมาณ​ 2ชั่วโมงกว่าๆ ผมเพิ่งเดินมาได้แค่ 1,600 เมตรเท่านั้นเอง ต้องเดินอีก 400 เมตร เราจะพักกินข้าวเที่ยงกันก่อน เดืนทางต่อ (อีกอย่างที่ต้องเตรียมมาคืออาหารเที่ยงนี้แหละครับ ได้กินกลางทางแน่) ทีแรกนึกว่าฟิต จะขึ้นไปกินข้าวเที่ยงบนเขา แต่ร่างกายมันเหนื่อยจริงๆครับ สรุปว่าเราต้องกินข้าวเที่ยงกันก่อน ที่ “ตะเคียนคู่” เรื่องกินนี้ก็พลาดไปนิด เพราะเมื่อเช้ากินข้าวที่โรงแรม เป็นข้าวต้ม ...ตอนนี้หมดแรงข้าวต้มแน่นอนแล้ว ถ้าให้ดีสะดุดตาแนะนำเลยครับว่า อาหารเช้าให้กินอาหารให้พลังงานเตรียมสำหรับใช้แรงเยอะๆได้เลย ถ้ากินมาน้อย จะเป็นลมเอาง่ายๆ และต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อนขึ้นด้วยครับ ไม่งั้นอาจจะมีผลกับแรงดันในกระแสเลือดได้ จะหน้ามืดเอาถ้านอนไม่พอ 


ภาพ: ณ จุดชมวิว 


ภาพ: มีป้ายบอกไว้ว่าพระเทพฯ เคยเสด็จมาพัก ณ จุดนี้ด้วย "จุดชมวิว"


วิว ณ จุดชมวิว มองเห็นเขานมสาว

ส่วนผมตอนนี้ยอมรับเลยว่าหมดแรงข้าวต้ม นี้ แค่ 2กิโลเมตรเอง ผมได้กินข้าวตอนเที่ยงครึ่ง ที่ตะเคียนคู่ เราใช้เวลาไปแล้วประมาณ 3ชั่วโมง  กว่าจะเดินมาได้ 2กิโลเมตร 


ภาพ: อาหารเที่ยงครับ เราแวะกินกันที่ ตะเคียนคู่

จุดต่อไปของเรา หลังจากินข้าวเสร็จ ก็คือ "น้ำดิบผามะหาด" จุดนี้ จะเป็นจุดพักอีกจุดที่ อยู่ห่างไปแค่ประมาณ 320 เมตร แต่เหนื่อยแทบขาดใจ และจากจุดนี้ไปจะไม่มีน้ำต่อท่อมาให้เราได้สดชื่นกันอีกแล้ว เนื่องจาก จุด  น้ำดิบผามะหาด เป็นจุดที่มีน้ำผุดขึ้นมาตลอดปี ทางอุทยานฯจึงต่อท่อทำเป็นประปาภูเขาให้นักท่องเที่ยวใช้ ดื่มกินระหว่างทาง ใครมีขวดน้ำ ก็รองน้ำเก็บไว้กินกลางทางเลยนะครับ เพราะเราต้องเดินขึ้นเขาชันๆกันอีก ประมาณ 1.4 กิโลเมตร ไม่งายเลยครับ


ภาพ : จุดนี้คือ "น้ำดิบผามะหาด"


ภาพ : เดินเข้าไปดูประปาภูเขากันที่ "น้ำดิบผามะหาด" มันผุดขึ้นมาจากตรงต้นไม้นั้นแหละครับ เจ้าหน้าที่ก็ต่อท่อออกมาให้เราใช้ สะอาดแน่นอน


ต่อท่อออกมา แล้วก็จะมีบ่อพักน้ำแบบปิดสนิท ให้เราหมุนก๊อกเปิดกินได้เลย น้ำแร่อย่างดีจากเขาหลวง

ผมเดินเข้าไปดูจุดที่มีน้ำผุดขึ้นมาว่าหน้าตาเป็นอย่างไร สะอาดน่าเชื่อถือแค่ไหนที่เราจะดื่มกินกัน ...เชื่อว่าหลายคนคงไม่กล้ากิน เหมือนผม แต่พอผมกินน้ำที่ตัวเองพกมาหมด ผมก็ไม่รีรอที่จะกินเหมือนกัน เพราะความเหนื่อย เลยต้องเขาไปดูจุดตาน้ำกันหน่อย ว่าเป็นอย่างไร

จุดที่เป็นตาน้ำ ทางเจ้าหน้าที่เขาจะท่อต่อเอาน้ำลงมาลงไว้ในบ่อซีเมนต์ที่ปิดสนิททุกด้านเปิดไม่ได้ ครับ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสะอาด ส่วนจุดที่เป็นตานำ้ก็นำสังกะสีมาบังพวกใบไม้ และสัตว์ที่จะลงมากินเช่นกัน ดังนั้นมั่นใจได้ว่าน้ำที่กินกันนั้น มีการกรองจากธรรมชาติ อย่างสะอาดจริงๆ 

จุดต่อไปที่เราเดินผ่านโดยไม่ได้พักนั้นก็คือ “ชวนเบิกไพร” ซึ่งห่างไปอีกประมาณ 300 เมตร ระยะแค่นี้แต่เดินนานมากครับ จุดนี้จะเป็นจุดที่มีต้นไม้ใหญ่อย่าง ต้นมะม่วง ซึ่งมีลำต้นใหญ่มากจริงๆ ทำให้มีพวกสัตว์ออกมาหากินบริเวณนี้เยอะ พวกพรานเลยมาจ้องล่าสัตว์แถวนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ชานเบิกภัย” 


ภาพ: จุดนี้คือบริเวณ "ชานเบิกภัย" 


ภาพ: เห็นเถาวัลย์ขึ้นสวยเลยถ่ายเก็บไว้


ภาพ: เริ่มเจอต้นปรงใหญ่

เมื่อเดินมาเรื่อยๆเราจะเริ่มเห็นต้นปรง ซึ่งขึ้นเป็นจำนวนมาก ความสะดุดคาคงอยู่ที่ว่า ต้นปรงพวกนี้ มีขนาดที่ใหญ่ และอายุคงจะหลายร้อยปี ดูจากวงของลำต้น ที่จะงอกปีล่ะวง บ้างต้นทั้งสูงทั้งใหญ่เลยล่ะครับ ทำเห็นได้ว่าอายุป่าเขาหลวงนี่ ยาวนานจริงๆ 

จุดถัดมาที่เราคงไม่พักไม่ได้ เพราะเหนื่อยมากแล้ว คือ “ไทรงาม”  เมื่อเดินมาถึงจุดนี้เราก็เดินมาได้ 3 กิโลเมตรแล้วล่ะครับ แสดงว่าเหลืออีกเพียง 700 เมตรเท่านั้น จะกลับตัวลงเขาตอนนี้คงไม่ได้แล้ว จุดนี้เลยต้องขอพักเอาแรงสักหน่อย ที่ไทรงาม จะมีต้นไทรขนาดยักษ์ อายุน่าจะเป็นพันปีล่ะครับ ดูจากราก ลำต้นแล้วใหญ่มาก ปกคลุมก้อนหินและป่าอยู่ แค่รากมันก็ใหญ่กว่าต้นไม่หลายต้นแล้วครับ เป็นอีกความงามของป่าเขาหลวง 


ภาพ : จุดนี้คือ "ไทรงาม" อายุนับพันปี ต้นมันใหญ่มาก


ภาพ: ลองเทียบขนาดคนดูว่าต้นใหญ่มาก 


ภาพ: มองจากด้านบนลงมาดูไทรงาม


ภาพ : แล้วก็เจอต้นปรงยักษ์ใหญ่อีกหลายต้น 

เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 073 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 074 เขาหลวงสุโขทัย ภาพที่ 069
ภาพ: ต้นปรงยักษ์

จากจุดนี้เราก็ยังมีโอกาสเห็นต้นปรงต้นใหญ่ๆขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ เราเดินผ่านถ้ำนารายณ์ ถ้ำพระ และถ้ำค้างคาวมาเลยเพนื่องจากอยู่ใกล้ๆกันและเราก็หมดแรงที่จะเดินเข้าไปชมแล้ว อีกอย่างรู้สึกเหม็นขี้ค้างคาวด้วย เดินต่อดีกว่า ตนมาหยุดกันที่ “ปล่องนางนาค” ซึ่งจุดนี้ มีเรื่องเล่าเป็นตำนานถึงพระมารดาของพระร่วงเจ้าอยู่ด้วย ตำนานเล่าว่า

ประวัติพระยาอภัยคามินี ได้ออกจำศีลที่เขาหลวง และพบกับธิดาพญานาค ขึ้นมาจากปล่องนี้ และได้เป็นฉายา ภายหลังบังเกิดโอรส โดยการสำรอกออกมาจากครรภ์ จึงไม่มีรก ที่ถ้ำมะเห-รก อันมีความหมายถึง ผู้ไม่มีรก คือ อรุณราชกุมาร ต่อมาได้เป็นเจ้าเมือง ศรีสัชนาลัย นามว่า “พระร่วง” 


ภาพ : ปล่องนางนาค 


ภาพ : ตามตำนานพระธิดาพญานาคขึ้นมาจากปล่องนี้


ภาพ: ปล่องนางนาค ...จากจุดนี้ไปเดินสบายแล้ว แต่สบายแป๊ปเดียวเอง

จากจุดนี้เราจะต้องเดินต่ออีก 200 เมตร ก็จะถึงจุดที่เรียกว่า “พระยาเรือแล่น” ระยะทางจากปล่องนางนาคมาถึงพระยาเรือแล่น นับว่าเป็นทางที่สบายที่สุดตลอดเส้นทางขึ้นเขามา เหมือนได้พักขาไปด้วย ทางราบชิลๆ อยากให้เป็นทางอย่างนี้ไปตลอดจริงๆ 


ภาพ: จุดนี้คือ "พระยาเรือแล่น เป็นฝายเล็กๆ

ข้ามฝายเล็กๆตรงบริเวณพระยาเรือแล่นไป เราก็ใกล้ถึงค่ายพักแรมแล้วครับ อีกแค่ 200 เมตร แต่มนชักไม่ง่ายครับ จากที่ขาได้พักมาระยะหนึ่งแล้วปรากฏว่าเจอทางชันขึ้นเขาช่วงสุดท้ายเข้าไปอีก แทบเดินยกขาไม่ขึ้น จุดนี้อันตรายที่จะเป็นตะคริวเอาได้ ต้องค่อยๆเดิน สมฉายาที่ทางอุทยานให้ชื่อเนินสุดท้ายว่า “เนินหนุ่มเขาอ่อน” หรือ “มอตะคริว” แต่ถ้าเดินผ่านจุดนี้ขึ้นไป บนยอดเนินนั้นแหละครับคือ ค่ายพักแรม จุดกางเต้นท์ของอุทยานฯ ...เหนื่อยจริงๆ 


ภาพ: เนินสุดท้ายแล้ว "มอตะคริว"


ภาพ: เนินสุดท้ายที่ชันเหลือเกิน

ตั้งใจว่าถ้าเดินขึ้นไปถึงจุดกางเต้นท์จะตะโกนดีใจสักหนึ่งที่ กลับต้องพลันเงียบความคิดลง เพราะระหว่างทางขึ้นเขามาก็ค่อยๆโพล่ ให้เห็นป้ายอันหนึ่งเขียนว่า “ห้ามส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น” เท่านั้นแหละ ผมเลยต้องเดินเงียบๆ แต่ในใจ ดีใจมากจนอยากแสดงออกมาดังๆ ถึงสักที เขาหลวง 


ภาพ: ถึงแล้วจุดกางเต้นท์ ที่พักของเรา



จบตอนแรกเท่านี้ก่อนนะครับ เดี่๋ยวตอนต่อไปจะหาไปเยี่ยมชมรอบๆแคมป์(ค่ายพักแรม) และจะพาไปชมพระอาทิตย์ตก ณ จุดชมวิวที่สวยที่สุด บนเขาหลวงแห่งนี้ 


เรื่อง/ภาพ โดย : บอย สะดุดตา

อ่านต่อตอนที่2 คลิ๊กที่นี่


สารบัญ หน้าหลักคู่มือพิชิตเขาหลวง คลิ๊กที่นี่

จังหวัด: 
ประเภทข้อมูล: 
ลักษณะแหล่งท่องเที่ยว: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,