| เกาะสมุย | สังขละบุรี | เกาะช้าง | เกาะเสม็ด | หัวหิน | ตลาดน้ำอัมพวา | ปางอุ๋ง | ดอยอินทนนท์ | ปาย | ภูกระดึง | หลวงพระบาง | ท่องเที่ยว | | |||||||||||||
|
อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม จังหวัดนครปฐม เป็นอุทยานที่สร้างสรรค์จำลองรูปเหมือน ของบุคคลสำคัญมากมายหลายท่านภายใต้บรรยกาศแบบสวนสวย สงบร่มรื่น นำเสนอ งานสร้างสรรค์ ด้านศิลปะ วัฒนธรรมไทย วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสืบทอด สิ่งดีงามเอกลักษณ์ ของไทยให้คงอยู่สืบต่อชนรุ่นหลัง อุทยานฯ มีเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2540 เป้าหมายเพื่อเป็นสถานที่พักใจ แก่คนทั่วไป ประวัติความเป็นมา
วัตถุประสงค์ ![]() ![]()
อาคารเชิดชูเกียรติ เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างของอาคารจัดแสดงเรื่องราวรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส ของบุคคล สำคัญทั้งในประเทศไทย และในภูมิภาค โดยบุคคลสำคัญที่ถูกเลือกมานำเสนอนั้น ล้วนเป็นผู้ ที่มีเกียรติ ประวัติ และคุณความดี ในการสร้างสรรค์ ผลงานอันเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม จนได้รับการยกย่องนับถือ ให้เป็น แบบอย่างที่ดีทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ ม.ล. ปิ่น มาลากุล นักการศึกษาคนสำคัญของไทย ผู้ริเริ่ม การจัดตั้งสถาบันการศึกษาระดับวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค ฯพณฯ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นักกฎหมาย ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งสูงสุด ทั้งทางฝ่าย ตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้วาง รากฐานนโยบายเศรษฐกิจของไทย รวมถึงการร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาจารย์ มนตรี ตราโมท บรมครูผู้อนุรักษ์และสืบสานงานดนตรีไทย สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ธรรมชาติซึ่ง ยอมสละชีพเพื่อรักษาผืนป่าอันเป็นที่รัก แม่ชีเทเรซ่า แม่พระของชาวโลก ผู้ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วย และผู้ยากไร้โดย ไม่คำนึงถึง เชื้อชาติและศาสนา ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษผู้กอบกู้เอกราชของ เวียดนาม เหมา เจ๋อ ตุง และ เติ้ง เสี่ยว ผิง นักปฏิวัติผู้นำประเทศจีน เข้าสู่ยุค เปิดประเทศ และก้าว ขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เป็นต้น ![]() ภาพ: โต๊ะตัวนี้สวยสะดุดตามาก นั่งตรงหัวมุม ไม่ค่อยเคยเห็นแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การนำเสนอเรื่องราว ของบุคคลสำคัญดังกล่าวสมจริง ทางอุทยานฯ ได้แบ่งการจัดแสดง หุ่นขี้ผึ้งออกเป็นห้องๆ แต่ละห้องถูกสร้าง และตกแต่งให้ เหมือนสถานที่ทำงานจริง ของบุคคลท่านต่างๆ ในอดีตอย่างมากที่สุด เท่าที่จะ ทำได้ เช่น บ้านโสมส่องแสง ของอาจารย์มนตรี ตราโมท ห้องทำงานของ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในธนาคารแห่งประเทศไทย ในสมัยที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังตั้งอยู่ ณ วังบางขุนพรหม บ้านของลุงโฮ หรือ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ในหมู่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม ขณะที่เข้ามา พำนักในประเทศไทยในระหว่างการกอบกู้เอกราชเวียดนาม เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมีจัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลสำคัญท่านต่างๆ ควบคู่ไปกับการแสดงหุ่นขี้ผึ้งด้วย เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวประวัติของ แต่ละท่านครอบคลุม และชัดเจนยิ่งขึ้น ![]() ศาสตราจารย์ มล.ปิ่น มาลากุล
เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2446 ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2450 สถานที่เกิด ณ บ้านหลวงศักดิ์โยธาบาล จ. ธนบุรี ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านได้รับเกียรติสูงสุดทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2458 สถานที่เกิด ตลาดน้อย กรุงเทพฯ ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านเป็นผู้วางนโยบายเศรษฐกิจ พัฒนาด้านการเงิน การธนาคาร และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ และยังเป็นผู้บุกเบิกให้มีการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครูมนตรี ตราโมท เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2443 สถานที่เกิด ต. ท่าเอี้ยง อ . เมือง จ. สุพรรณบุรี ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านเป็นครูผู้อนุรักษ์และสืบสานงานดนตรีไทย ![]() ครูโต ขำเดช ครูโต ขำเดช เป็นบรมครูท่านหนึ่งแห่งชุมชนบ้านช่างหล่อ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่าง หล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ตรงข้ามกับวัดวิเศษ ใกล้ สี่แยกศิริราช คุณสืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 สถานที่เกิด ต. ท่างาม อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านเป็นผู้ปกป้องผืนป่าและชีวิตสัตว์ซึ่งเดิมพันด้วยชีวิต ท่านเป็นผู้ผลักดันให้ผืนป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นมรดกโลก จนทำให้ท่านได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ![]() ประธานาธิบดี โฮจิมินห์ (ชื่อเดิม เหงียน ทัด ทันห์) เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1880 สถานที่เกิด หมู่บ้านคิมเลียน อ. นามดาน มณฑลเหงียน ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านเป็นรัฐบุรุษซึ่งต่อสู้ จนสามารถเรียกร้องเอกราช และเสรีภาพให้กับประชาชนชาวเวียดนามได้เป็นผลสำเร็จ ![]() ประธานาธิบดี เติ้งเสี่ยวผิง เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1904 สถานที่เกิด เมืองกว่างอัน ประเทศจีน ผลงานที่ได้รับการยกย่อง - ท่านเป็นผู้นำผู้มีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูป และพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีน ให้มีความทันสมัยและมีความเจริญสู่ระดับโลก
![]() จุดที่ 2 ลานพระสามสมัย สมัยอยุธยา การสร้าง พระพุทธรูป ในสมัยอยุธยา สามารถแบ่งออก เป็น ๒ ช่วง คือพระพุทธ รูป ศิลปะแบบ อู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ -๒๐) แบ่งเป็น ๓ รุ่น รุ่นที่ ๑ พระพักตร์เหลี่ยม มีไรพระศก เป็นกรอบ รอบวงพระพักตร์ แบ่งส่วน พระเกศา กับพระนลาฏ เส้นพระเกศา ละเอียด พระหนุค่อนข้างแหลม พระนาสิก ค่อนข้าง แบน พระโอษฐ์แบะ ชายสังฆาฏิยาว ชายขอบ อันตรวาสก(สบง) ด้านบนเป็นสัน ขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ แสดงปางมารวิชัย รุ่นที่ ๒ ลักษณะส่วนใหญ่เหมือนรุ่นแรก ที่ต่างกันคือ มีรัศมีเป็นเปลว พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยมมากขึ้น พระนาสิกโค้งมากขึ้น พระหนุสี่เหลี่ยม รุ่นที่ ๓ ได้อิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ พระพักตร์รูปไข่ เกิดจากพระนลาฏแคบ มีไรพระศกกับ พระรัศมีมีแถบกั้นระหว่างพระนลาฏกับพระสก มีรัศมีเป็นเปลว พระวรกายเพรียวบางแบบศิลปะสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๓) พระพุทธรูปในสมัยนี้ ส่วนใหญ่มีพระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม แบบอู่ทอง บางองค์พระพักตร์เป็นรูปไข่ตามแบบ สุโขทัย มีเกตุมาลาเป็นรัศมีเปลว ชายจีวรใหญ่ และยาวถึง พระนาภี ปลายตัดเส้นตรง ส่วนมากมีพระศก มีการพบพระพุทธรูปทรงเครื่องในสมัยนี้อีกด้วย สมัยสุโขทัย
พระพุทธรูป สมัยนี้ได้รับ การยกย่องทั่วไป ว่าเป็นยุคที่มี การสร้าง พระพุทธรูป ได้สวยงามมากที่สุด มีลักษณะคือ รัศมียาว เส้นพระศก (ผม)ขมวดก้นหอย พระขนง(คิ้ว)โก่ง พระนาสิก(จมูก)งุ้ม พระหนุ(คาง)เสี้ยม ชายสังฆาฏิยาวปลายมี ๒ แฉก และย่น เป็นเขี้ยวตะขาบ ฐานส่วนใหญ่ เป็นแบบฐานเอียง กลางโค้งเข้า ด้านใน ตรงข้ามกับสมัยเชียงแสน พระพุทธรูป ในสมัยนี้ถือได้ว่าแบ่งออกเป็น ๓ รุ่น ด้วยกัน รุ่นแรก มีวงพระพักตร์กลมแบบลังกา รุ่นที่สอง มีวงพระพักตร์ยาว และ พระหน ุเสี้ยม รุ่นที่สาม น่าจะเริ่มสร้าง ในรัชสมัย พระมหาธรรมราขาหรือพระเจ้าลิไท เกิดพระพุทธรูป แบบสุโขทัยขึ้น แบบหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ วงพระพักตร์รูปไข่คล้าย แบบอินเดีย ปลายนิ้ว พระหัตถ์ เสมอกันทั้ง ๔ พระพุทธรูป แบบเชียงแสน ![]() จุดที่ 3 ถ้ำชาดก เรื่องพระเวสสันดร ตอนชูชกสองกุมาร ภายในถ้ำเป็นการแสดงหุ่น ที่เล่าเรื่องราวของ พระเวสสันดร ที่ได้บำเพ็ญเพียรทานบารมี เป็นเรื่องที่มี คติธรรม ที่สอนในเรื่อง ของการให้ ระหว่างพระเวสสันดร ผู้เสียสละโดยเป็นผู้ให้ และชูชกเป็นฝ่ายรับ และไม่รู้จักคำว่าพอ ชูชก มีอาชีพ ขอทานจนร่ำรวย แต่ก็ยังคงออกขอทานต่อไป เพราะไม่รู้จักพอ จึงนำเงินไปฝากไว้ ที่เพื่อน เพราะกลัวเงิน จะสูญ หาย ชูชกออกขอทาน เป็นเวลานานจนเพื่อนคิดว่า เสียชีวิตแล้วจึงนำเงินไปใช้จนหมด จึงต้องยก อมิตดา ให้เป็นภรรยาชูชก เป็นการใช้หนี้ อมิตดาปรนนิบัติชูชกเป็นอย่างดี จนทำให้ชูชกลุ่มหลงและสงสาร จึงเดินทางไป ขอกัณหา และชาลี เพื่อมาเป็น คนรับใช้ และพระเวสสันดรก็ยกบุตรทั้งสองให้ ตามคำขอของชูชก จากสิ่งที่ชูกชก กระทำขั้นต้น อันเนื่องมา จากความ ลุ่มหลง ความเจ้าเล่ห์และความโลภ ในที่สุดชูชกก็ต้องชดใช้ ผลแห่งการกระทำนั้น ด้วยชีวิต จุดที่ 4 กุฎิพระสงฆ์ 4 ภาค พระผู้เป็นอริยสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรม สามารถ ลดละกิเลส ในจิตใจแบ่งตาม ลำดับได้ ๔ ขั้น เรียงจาก ขั้นต่ำขึ้น ไป คือพระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์พระอริยสงฆ์ ๓ ขั้นแรก เป็นผู้บรรลุธรรม ขั้นสูง ที่เรียกว่าโลกุตรธรรม อันหมายถึง ธรรมะที่พ้นวิสัย ของโลกมากน้อยตามลำดับ แต่ยังละกิเลสไม่หมดสิ้น ส่วนพระอริยสงฆ์ ขั้นที่ ๔ คือพระอรหันต์ สามารถขจัดกิเลสได้หมดสิ้น ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนา ประจำชาติ ผู้คนต่างยึด ธรรมะ และคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นข้อปฏิบัติ ในการ ดำเนิน ชีวิต มากบ้างน้อยบ้าง ตามความ คร่งครัด ของแต่ละบุคคล โดยมีพระสงฆ์ผู้เป็นสาวก รับฟังคำสอนของพระพุทธ องค์ แล้ว นำ ไปปฏิบัติ จนได้ผล และนำหลักธรรม คำสอนนั้นไปเผยแผ่ ให้ผู้อื่นทราบด้วย พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตาม แนวทาง แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกเรียกว่า“พระอริยสงฆ์” จึงมีอยู่มากมายและเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนทั่วทุก แห่งหน พระอริยสงฆ์ แต่ละท่านล้วนประกอบไปด้วย ความเมตตากรุณา ช่วยเหลือ พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า อบรมสั่งสอนให้ปฏิบัติในทางที่ถูกต้องตามหลัก ธรรมทาง ศาสนา และคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้ กุฏิภาคกลาง 2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม เกิดเมื่อวันที่ 3. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริยายก (อยู่ ญาโณทัย) ประสูติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2417 ได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2429 และทรงอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2437 ณ พัทธสีมาวัดสระเกศวรมหาวิหาร นอกจากจะทรงเป็นนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์ และภาษาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ยังทรงสอบได้เปรียญ 9 ประโยคเป็นองค์แรกในรัชกาลที่ 5 ประกอบกับความสมบูรณ์แห่งศีลาจารวัตร จึงทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 สิริรวมอายุ 90 ปี 71 พรรษา กุฏิภาคอีสาน 5. พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) 6. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หรือ หลวงปู่มั่น เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2428 และอุปสมบทเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 หลวงปู่มั่นเป็นผู้มีประวัติงดงาม มีความเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐาน และยึดมั่นในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด จนได้รับการขนานนามจากศิษยานุศิษย์ว่า “พระอาจารย์ใหญ่” หลวงปู่มั่นได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 สิริรวมอายุ 78 ปี 56 พรรษา กุฏิภาคเหนือ 9. หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2439 และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2450 พระอริยสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม หลวงปู่ได้ออกธุดงค์ และเผยแพร่ศาสนาพุทธในแถบภาคเหนือของประเทศไทย อยู่หลายปีจนเป็นที่เคารพและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ หลวงปู่แหวน ละสังขารเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 สิริรวมอายุ 98 ปี 78 พรรษา กุฏิภาคใต้ 11. พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หลวงปู่ทวด แห่งวัดช้างให้ ที่รู้จักดีในนามว่า หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ พระผู้มีเมตตาธรรมสูง มีความสมถะเป็นที่เคารพเลื่อมใส ศรัทธา ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ กล่าวกันว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้น สามารถเปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดได้ เชื่อกันว่า พระอริยสงฆ์รูปนี้ ในปลายกัปป์จะได้มาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตร 12. พระครูวิสัยโสภณ หรือ พระอาจารย์ทิม ธัมมธโร เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2455 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2473 และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2476 นอกจากพระอาจารย์ที่จะเป็นผู้บูรณะปฏิสังขร ศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสเคารพสักการะแล้ว ท่านยังเป็นผู้รื้อฟื้นประวัติอันสำคัญยิ่ง ของหลวงปู่ทวดจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ พระอาจารย์ทิม มรณภาพเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 สิริรวมอายุ 57 ปี 37 พรรษา ที่ประชุมสงฆ์ 1. หลวงปู่คำพัน โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ![]() จุดที่ 5 บ้านไทย 4 ภาค บ้านไทยสี่ภาค เป็นการ จำลองบ้านไทยตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เด่นชัดจาก ๔ ภาคในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอิสาน และภาคใต้ ภายในบ้านแต่ละหลังจำลองวิถีชีวิตความเป็น อยู่ของคนไทยในแต่ละภาค ที่สอดคล้อง กับสภาพสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม บ้านไทยภาคใต้
ลักษณะที่โดดเด่นของเรือนไทยทางภาคใต้ คือหลังคาที่มีทรงสูง มีความลาดเอียง ลงเพื่อให้น้ำฝน ไหลผ่านได้ อย่างสะดวก ชายคาต่อยาวออกไปคลุมถึงบันได เนื่อง จากฝนตกชุกมาก เสาเรือนไม่นิยมฝังลงไปในพื้นดิน แต่จะใช้ “ตอม่อ” หรือฐาน เสาที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ศิลาแลง หรือที่ทำจากการก่ออิฐฉาบปูนรองรับ เป็น ลักษณะเด่นของเรืองทางภาคใต้ เรือนไทย เรียกได้ว่าเป็นเรือนไทยที่มี “ตีนเสา” เพื่อป้องกันปัญหาการผุกร่อนของเสาเมื่อได้รับความชื้นจากพื้นมาก ๆ วิธีการ สร้างนั้น จะประกอบส่วนต่างๆ ของเรือนบนพื้นดินก่อน แล้วจึงยกส่วน โครงสร้างต่างๆ ขึ้นประกอบเป็นตัวเรือน อีกทีหนึ่ง การวาง ตัวเรือนจะหันเข้าหา เส้นทางสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก ซึ่งสามารถรับลมบกและลมทะเลได้ การวางตัว เรือนแบบนี้ ทำให้คนทางภาคใต้หันหัวนอนไปทางทิศใต้เป็นหลัก รอบ บริเวณบ้านไม่มีรั้วกั้นแต่จะปลูกไม้ผลเช่น มะพร้าว มะม่วง ขนุน หรือ กล้วย เอาไว้เป็นร่มเงาและแสดงอาณาเขตของบริเวณบ้านแทน นอกจากเรือนพักอาศัย แล้ว ยังมีอาคาร ประกอบบ้านเรือน ได้แก่ “ศาลา” ซึ่งมีรูปทรงหลังคาเปลี่ยน ลักษณะไปตามความนิยมของรูปแบบของเรือนพักอาศัย และการสร้างก็ขึ้นอยู่ กับลักษณะการใช้สอย เช่น ใช้สำหรับพบปะสังสรรค์ หรือ เป็นศาลาริมทาง ประชากร ในภาคใต้ประกอบด้วยชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิมเป็นหลัก ทำให้มี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย จะเห็นได้ชัด จากการใช้ภาษา มลายู และภาษาไทย เป็นต้น ชาวใต้ประกอบอาชีพ วิถีชีวิตวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวภาคใต้ มาจากรากฐานของ วัฒนธรรม พื้นบ้านในท้องถิ่น ที่ได้สั่งสมความรู้และความประพฤติ สืบทอดกันมาตั้งแต่ ครั้งอดีตจนถึง ปัจจุบัน การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย เครื่องแต่งกายของ ฝ่ายชาย จะนุ่งผ้าโสร่ง ใส่เสื้อคอกลม นิยมใช้ผ้าขาวม้า พาดบ่า ฝ่ายหญิง นิยมนุ่งซิ่น หรือผ้าปาเต๊ะ ใส่เสื้อ คอกลม เอกลักษณ์ประจำภาคใต้โดยเฉพาะฝ่ายหญิงต้องทอผ้าได้เอง มื้ออาหารของชาวใต้นั้น จะทานข้าวเจ้าเป็นหลักและทานอาหารรสจัด ปรุงแต่งสี กลิ่น รส ด้วยเครื่องเทศและสมุนไพร มีผักสดเป็นส่วนประกอบ อาหารที่สำคัญอยู่ในอาหารทุกมื้อ บ้านเรือนส่วนมากนิยมเลี้ยงนกไว้ กิจกรรมยามว่างมีการละเล่นและการ แสดงที่สร้างความบันเทิงอย่าง บ้านไทยภาคเหนือ ลักษณะทั่วไปของเรือน
ทางภาคเหนือ นิยมสร้างเป็น
เรือนแฝด เรียกว่า เรือนสอง หลังร่วมพื้น เป็นเรือนทึบ เนื่องจากฤดูหนาวทางภาคเหนือจะหนาวมาก ทำให้มี ลักษณะเฉพาะทางรูปทรง หลังคาและสัดส่วนของเรือนเตี้ยกว่าเรือนไทยภาคอื่นๆ
ฝาเรือนลาดเอียง โดยให้
ตอนบนเอียง ออกด้านนอก
มีหน้าต่างน้อย เจาะช่อง
หน้าต่างแคบๆ ช่วยป้องกันลมหนาว จากภายนอก และ รักษาความอบอุ่น
ภายในตัวบ้าน มี “เติ๋น” หรือระเบียงอยู่บริเวณหน้า เป็นส่วนที่อยู่ใต้ ชายคา
มีเนื้อที่ ๒ เสา ใช้เป็นบริเวณอเนกประสงค์ นั่งเล่น หรือรับประทานอาหาร
จั่วด้านหน้าเรือน มีหิ้งพระพุทธรูป และมี “หำยนต์” ติดตั้งเหนือประตู เข้าห้องนอนรวม เป็นความเชื่อว่าสามารถป้องกันภัย อันตรายต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในห้องนอน มีหิ้งผีปู่ย่า คือ ผีบรรพบุรุษ แต่บางแห่งก็ตั้งเป็นศาล เล็กๆ ไว้ในบริเวณ บ้าน นอกชานมีร้านน้ำสำหรับตั้งหม้อน้ำดื่ม บนยอดจั่ว หลังคามีป้านลมไขว้กันอยู่บนเรียกว่า “กาแล” ใต้ถุนยก สูงพอสำหรับเก็บ เครื่องใช้ในการเกษตร ตั้งหูกทอผ้า หรือยกเป็นร้านเตี้ยๆ ใช้นั่งรับแขก หรือนั่งเล่น และมี นอกชานตั้งอยู่ทางด้านจั่วตอนหน้าและตอนหลังของเรือน วิถีชีวิตของชาวเหนือ วัฒนธรรมท้องถิ่นเรียกว่า วัฒนธรรม “คนเมือง “ หรือ “คนล้านนา” ตามชื่อ ของอาณาจักรที่มีการปกครองแบบนครรัฐ ดำรงชีวิต แบบเกษตรกร ในสังคมมีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และ วิญญาณของ บรรพบุรุษที่เรียกว่า “ผี” วิถีการดำเนิน ชีวิตเรียบง่าย เช่น ฝ่ายชายจะ นุ่งผ้าต้อย (แบบโจง กระเบน) หรือกางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อคอกลมย้อมสี ครามเรียกว่า “เสื้อม่อฮ่อม” และกางเกงเป้ายาวทรง หลวมที่เรียกกันว่า “เตี่ยวสะตอ” ฝ่ายหญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ลาย สวมเสื้อคอกลมแขนยาว อาหารของ ชาวภาคเหนือ นั้นนิยมรับประทานข้าวนึ่ง หรือข้าวเหนียวและลาบ เป็นหลัก อาหารหรือกับข้าวจะใส่ถ้วยขนาดเล็กวางบน ภาชนะที่เรียกว่า “ขันโตก” เป็นถาดที่มีขนาดพอดีกับ การรับประทานบนพื้นเติ๋น ชาวเหนือมีภาษาพูดที่มีความ ไพเราะอ่อนหวาน แสดงถึงความสุภาพ อ่อนโยนในจิตใจ ความโอบอ้อมอารี และความเป็นมิตร ยามว่างจะทำ หัตถกรรมจักรสานและนำมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ ในครัวเรือน การแสดง และการละเล่นมักจะแสดงออก ถึงความรู้สึกนึกคิด โดยผ่านภาษาวรรณกรรม ดนตรี และงานฝีมือที่ได้สั่งสมความรู้ บ้านไทยภาคอีสาน
รูปแบบของเรือนไทยภาคอีสาน เสายกพื้นค่อนข้างสูง ทำให้มีพื้นที่ใต้ถุนสูง ใช้เป็นที่ ประกอบหัตถกรรมครัว เรือน ทอผ้า ใช้เก็บไห หมักปลาร้า เป็นคอกเลี้ยงสัตว์ เก็บอุปกรณ์ทำไร่ทำนา ไปจนถึงจอดเกวียนหรือล้อก็ได้ ถือว่าเป็น บริเวณ ที่มีการใช้สอยมากที่สุด มักทำยุ้งข้าว ไว้ใกล้ๆ เรือน หลังคาใช้วัสดุในท้องถิ่นคือมุงด้วยหญ้าหรือสังกะสี ฝาเรือนมักใช้ฝาแถบตอง โดยใช้ใบกุงหรือใบชาดมา ประกบด้วยไม้ไผ่สานโปร่งเป็นตาตาราง หรือทำเป็น ฝาไม้ไผ่สาน มีส่วนที่เรียกว่า “เกย” (ชานโล่งมีหลังคา คลุม) เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาจาก เรือนนอน ใหญ่ มักใช้ เป็นที่รับแขก ที่รับประทานอาหาร ส่วนของใต้ถุนจะ เตี้ยกว่าปกติ ใช้เป็นที่เก็บฟืน “ชานแดด” เป็นบริเวณ นอกชานเชื่อมระหว่างเกย เรือนแฝด กับเรือนไฟ มี บันไดขึ้นด้านหน้าเรือน มี “ฮ้างแอ่งน้ำ” เป็นที่วางหม้อดิน ใส่น้ำดื่มอยู่ตรงขอบ ของชานแดด บริเวณรอบๆเรือนอีสานไม่นิยมทำรั้วเพราะเป็นสังคมเครือญาติ วัฒนธรรมไทยอีสานที่สืบทอดกันมา จนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มชนในสายวัฒนธรรมไต-ลาว ซึ่งตั้ง ถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ตาม แนวลำน้ำโขงฝั่งขวาที่อพยพ ถ่ายเทครัวเรือนมาสู่ฝั่งซ้าย คือภาคอีสานของไทย และเพื่อ ให้ชีวิตความเป็นอยู่สอดคล้อง กับสิ่งแวดล้อมใหม่ จึงได้มีการ พัฒนาการทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม ตลอดจนความ เชื่อและศาสนาขึ้นใหม่จนเกิดเป็น “วัฒนธรรมไทยอีสาน” ชาวภาคอีสานดำเนินชีวิตประจำวันแบบพึ่งตนเอง ฝ่ายชาย ชาวภาค อีสานมักนิยมนุ่งโสร่งหรือกางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อ คอกลม ใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งผ้าซิ่น ใส่เสื้อ คอกลมแขนยาว ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำ ภาคโดยเฉพาะ ในอดีตผู้หญิงชาวบ้านทุกคนต้องทอผ้าที่ผลิตเองใช้เองโดย เฉพาะซิ่น แต่ละครอบครัวจะผลิตหลายอย่าง เช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า เครื่องจักสานและหาอาหาร ผล ตอบแทนที่ได้จากการผลิต คือ ข้าว อาหาร เสื้อผ้า เครื่อง นุ่งห่มและเครื่องใช้ ซึ่งเพียงพอสำหรับทุกคน ในครอบครัว การประกอบอาหารจึงใช้วัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น อย่าง เห็ด หน่อไม้หรือผักหวานจากป่า กุ้ง ปู ปลา จากแม่น้ำ หรือ เป็ด ไก่ จากการเลี้ยง ไว้ใต้ถุนบ้าน ให้ความสำคัญเรื่อง รสชาติอาหาร นิยมกินอาหารสด เช่น ส้มตำ รับประทาน ข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก นิยมทอผ้าไหม มีลวดลายเป็น เอกลักษณ์ของภาคอีสาน การละเล่นและเครื่องดนตรี มีจังหวะที่ครึกครื้น สนุกสนาน อย่างหมอลำ และศิลปะการรำฟ้อนที่เรียกกันว่า “เซิ้ง” ชุมชน ในภาคนี้มีความเป็นหมู่คณะสูงทั้งในระดับครอบครัว และเครือญาติ ความเชื่อชาวอีสานยังคงเชื่อถือเรื่องผีต่างๆ อยู่มาก เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีนา ผีไร่ ผีปู่ตา (รักษาหมู่บ้าน) ทุกหมู่บ้านต้องสร้างศาลปู่ตา และประกอบ พิธีเซ่นไหว้อยู่ เป็นประจำ อย่างพิธีบายศรีสู่ขวัญในโอกาสสำคัญ เช่น การแต่งงาน การบวช การเจ็บป่วย การต้อนรับแขกผู้มา เยือน พิธีกรรมต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อความสบายใจเป็นหลัก เช่น ประเพณีแห่ผีตาโขน บั้งไฟ แห่เทียนพรรษา และไหลเรือไฟ เป็นต้น บ้านไทยภาคกลาง ห้องนอน น้อยห้อง ไม่นิยมนอนเตียง เรือนมีใต้ถุนสูง และนิยมปลูกบ้านหันหน้า หรือหันด้านแคบของ บ้านไปทางทิศตะวัน ออกเพื่อรับแดด ในขณะ ที่ด้านยาวก็จะได้รับลม และถ่ายเทอากาศ มี การวางแปลนบ้านเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วน ชายคาบ้านมี ลักษณะยื่นยาวออกไป เรียกว่า“ไขรา หรือ กันสาด” ช่วยป้องกันความร้อนและแสง แดดกล้า โดยเฉพาะแดดเช้าและบ่ายในยาม ที่ดวง ตะวันอ้อมในฤดูหนาว ไม่ให้เผาฝาผนังของบ้านจน ร้อนเกินไป ตัวฝาผนังของบ้านเป็นกรอบที่เรียกว่า “ฝาลูกฟัก” หรือเรียกว่า “ฝาปะกน” สามารถยก ถอดประกอบกันได้ เป็นลักษณะเฉพาะของเรือนไทย ภาคกลาง ในส่วนของระเบียง มักสร้างขนานไปตามความยาว ของเรือน มีชานเรือนยาวต่อไปจนถึงตัวเรือนและ ห้องน้ำ บริเวณใต้ถุนบ้านนั้นจะยกสูงเพื่อ ป้องกัน น้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและยังช่วยป้องกันสัตว์ร้ายอีก ด้วย นอกจากนี้ใต้ถุนยังสามารถใช้เก็บข้าวของหรือ เลี้ยงสัตว์ ได้อีกด้วย หากมีการขยับขยายครอบครัว ก็จะมีการสร้างเรือนในบริเวณให้มากขึ้นและเชื่อมต่อ กันด้วยชานบ้าน บ้านไทย นิยมแยก “เรือนครัว หรือ ครัว” ไว้อีกส่วนหนึ่ง กันเขม่าไฟ ควันจากเถ้าถ่าน เพราะสมัยก่อนใช้ไม้มาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อ หุงหาอาหารวิถีชีวิตของชาวภาคกลางนั้นจะผูกพันอยู่กับสายน้ำ เป็นหลัก ใช้เรือเป็นพาหนะในการไปมาหาสู่ จับจ่าย ซื้อของ ระหว่างกัน เป็นสังคมเกษตรกรรม รับประทาน ข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก การประกอบอาหารของชาว ภาคกลางนั้น ใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่าย เช่นผัก บุ้ง ผักกะเฉด ที่ผลิตได้เองในแต่ละครัวเรือน รับ ประทานน้ำพริก ผักต้ม หรือผักสด ประกอบอาหาร ทุกมื้อ ส่วนการแต่งกาย นิยมแต่งกายแบบเรียบง่าย สวมใส่กางเกง ขาก๊วย เสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าไว้พาด บ่า คาดเอว หรือไว้ใช้อเนกประสงค์ ฝ่ายหญิง จะนุ่ง ผ้าถุงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม แขนยาวหรือ เสื้อเชิ้ต หากมีงานออกสังคม ส่วนใหญ่ไปทำบุญที่วัด ตามคตินิยม ลักษณะ ของครอบครัวอยู่รวมกันเป็น ครอบครัวใหญ่ นิยมปลูกเรือนเพิ่มให้กับสมาชิก ครอบครัว ในพื้นที่รอบรั้วเดียวกัน ![]() จุดที่ 6 ลานพระอวโลกิเตศวร ในความหมายของ "พระโพธิสัตว์" คือ อริยบุคคล ที่ได้บรรลุอรหันต์ ทรงได้ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยินดี ด้วยการเสด็จ ดับขันธ์ ปรินิพพาน ทรงมีปณิธานว่า จะอยู่คอยช่วยเหล่าสรรพสัตว์ ในโลกมนุษย์ก่อน จนถึงคนสุดท้าย ตามความเชื่อ ของศาสนาพุทธ นิกายมหายาน สัทธิตรันตระ เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 9- 10 เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.30 น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ คนละ 50 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็ก 100 บาท สอบถามรายละเอียดติดต่อ อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม เลขที่ 41/1 หมู่ 3 ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 70610 โทร. 0 3238 1401, 0 3238 1404 โทรสาร.0 3238 1403 อีเมล์ info@scppark.com เว็บไซต์ www.scppark.com การเดินทาง : อุทยานหุ่นขี้ผิ้งสยาม หรือ Siam Cultural Park ตั้งอยู่บริเวณถนนเพชรเกษม ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี อยู่ห่างจากสี่แยกบางแพ ไปตามถนนบางแพ-ดำเนินสะดวก เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ประมาณ 600 เมตร อุทยานอยู่ด้านขวามือ หรือสามารถนั่งรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-ดำเนินสะดวก ป.2 มาลงที่แยกวัดตรงข้ามวัดหลวง แผนที่การดินทาง ![]() บทความล่าสุด
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น