| เกาะสมุย | สังขละบุรี | เกาะช้าง | เกาะเสม็ด | หัวหิน | ตลาดน้ำอัมพวา | ปางอุ๋ง | ดอยอินทนนท์ | ปาย | ภูกระดึง | หลวงพระบาง | ท่องเที่ยว | | |||||||||||||
|
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อุดรธานีอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธรรมชาติ และร่องรอยทางวัฒนธรรมของมนุษย์มาแต่ครั้งอดีตกาล ผู้คนในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียง เชื่อถือกันมาแต่โบราณว่าสถานที่นี้ มี ความเกี่ยวโยงกันกับนิทานพื้นบ้านเรื่องอุสาบารส ดังปรากฏชื่อเรียกโบราณสถานตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง เช่น หอนางอุสา คอกม้าท้าวบารส เป็นต้น
คอกม้าท้าวบารส
สถานที่นี้แต่เดิมคงมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมเหรือเป็น ที่พักอาศัยสำหรับการบำเพ็ญเพียร นิทานอุสา – บารส เล่าว่า สถานที่นี้เป็นที่ซึ่งท้าวบารสได้ผูกม้าของพระองค์ไว้ ก่อนที่จะเข้าไปพบกับนางอุสาที่บ่อน้ำนางอุสา ตำนาน สู่สถานที่ อุสา - บารส นิทานพื้นบ้านเรื่อง อุสา – บารส เป็นวรรณกรรมที่คนในท้องถิ่นเล่าขานสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน เหตุการณ์และชื่อตัวละครได้ถูกผูกโยงเข้ากับสถานที่บนภูพระบาท ซึ่งโบราณสถานหลายแห่งในปัจจุบัน ยังคงใช้ชื่อที่เกี่ยวโยงกับนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ อุสา – บารส มีหลายสำนวน แต่ละฉบับมีเนื้อหาแตกต่างกันบ้าง ในสำนวนมุขปาฐะที่ชาวบ้านแถบนี้เล่าสืบกันมามีอยู่ว่า... ท้าวกงพานเจ้าเมือง พานซึ่งตั้งอยู่บริเวณภูพระบาทได้ไปขอนางอุสาจากฤาษีจันทามาเลี้ยงเป็นราช ธิดาบุญธรรม นางอุสาผู้ที่เกิดจากดอกบัวในสระบนเทือกเขาและพระฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์ ท้าวกงพานได้นำมาเลี้ยงไว้ นางอุสามีความงามเป็นเลิศและมีกลิ่นกายหอมกรุ่น ท้าวกงพานจึงหวงแหนมากไม่ยอมยกให้บรรดาเจ้าชายต่างเมืองที่มาสู่ขอ และได้สร้างตำหนักเป็นหอสูงไว้ให้นางอยู่อาศัยขณะมาเรียนวิชากับฤาษีจันทา วันหนึ่งนางได้ไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ตำหนัก นางได้เก็บดอกไม้มาร้อยมาลัยรูปหงส์ลอยน้ำไปเพื่อเสี่ยงทายหาคู่ มาลัยรูปหงส์ได้ลอยไปจนถึงเมืองปะโคเวียงงัวที่มีท้าวบารสเป็นโอรสของเจ้า เมือง ท้าวบารสออกตามหาเจ้าของมาลัยจนถึงเขตเมืองพาน หินก้อนที่ท้าวบารสผูกม้าไว้ปัจจุบันเรียกว่าคอกม้าท้าวบารส และหินก้อนที่บริวารผูกม้าไว้เรียกว่า คอกม้าน้อย ท้าวบารสได้พบนางอุสาและลักลอบอยู่กินกันบนหอนางอุสา กระทั่งท้าวกงพานจับได้จึงออกอุบายให้สร้างวัดแข่งกันคือวัดพ่อตาและวัด ลูกเขย หากใครสร้างไม่เสร็จก่อนดาวประกายพฤกษ์ขึ้นจะต้องถูกประหาร พี่เลี้ยงนางอุสาได้ออกอุบายให้คนนำโคมไฟไปแขวนที่ยอดไม้ ฝ่ายท้าวกงพานจึงเข้าใจผิดคิดว่าดาวประกายพฤกษ์ขึ้นแล้ว จึงยุติการสร้างและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกประหารชีวิต ท้าวบารสจึงพานางอุสากลับไปบ้านเมืองตน แต่ด้วยเหตุท้าวบารสมีชายาเดิมอยู่ก่อนแล้ว วันหนึ่งท้าวบารสออกประพาสป่านางอุสาจึงถูกกลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวต้องหนีกลับ มาเมืองพานและตรอมใจตายด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ฝ่ายท้าวบารสทราบเรื่องก็ติดตามนางอุสามายังเมืองพาน และตรอมใจตายตามนางอุสาไปในที่สุด ข้อมูลเพิ่มเติม
พระพุทธบาทบัวบก อยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๗๗ คำว่า "บัวบก" เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามป่า มีหัว และใบคล้ายใบบัว ชาวบ้านเรียกว่า “ผักหนอก” บัวบกนี้จะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า "พระพุทธบาทบัวบก" หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บก ซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว ๑.๙๓ เมตร กว้าง ๙๐ เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๕ พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม มีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกในวันขึ้น ๑๓-๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี พระพุทธบาทหลังเต่า อยู่ทางทิศใต้ของพระพุทธบาทบัวบก มีลักษณะเป็นรอยพระบาทสลักลึกลงไปในพื้นหิน ลึกประมาณ ๒๕ เซนติเมตร ใจกลางพระบาทสลักเป็นรูปดอกบัว กลีบแหลมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากพระพุทธบาทแห่งนี้อยู่ใกล้กับเพิงหินธรรมชาติรูปร่างคล้ายเต่า จึงได้ชื่อว่า “พระพุทธบาทหลังเต่า” ถ้ำ และเพิงหินต่าง ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง (ถ้ำเหล่านี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์สมัยหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่าง ๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปลายเรขาคณิต) นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนสาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่าง ๆ ไว้ ทำให้มนุษย์รุ่นหลัง ๆ ได้จินตนาการผูกเป็นเรื่องตำนานพื้นบ้าน คือ เรื่อง “นางอุสา-ท้าวบารส” เพิงหินที่สวยงามเหล่านี้ ได้แก่ คอกม้าท้าวบารส หอนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมา และหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวาราวดี ที่เพิงหินวัดพ่อตา และเพิงหินวัดลูกเขย ภายในอุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวให้บริการข้อมูลตลอดจนแผนที่ สอบถามรายละเอียด โทร. ๐ ๔๒๙๑ ๐๑๐๗ เปิดให้เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น. อัตราค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างชาติ ๓๐ บาท การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๖๗ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒ (อุดรธานี-หนองคาย) กิโลเมตรที่ ๑๓ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๒๑ ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร เลี้ยวขวาประมาณ ๕๐๐ เมตร และตรงไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๓๔๘ อีก ๑๒ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร จุดA แสดงตำแหน่งที่ตั้ง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท Javascript is required to view this map.
บทความล่าสุด
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น