พิชิตยอดเขาโมโกจู จากประสบการณ์แบบผู้หญิงๆนักเดินทาง ตอนที่2

เช้าวันที่สองของการเดินทางในทริปพิชิตโมโกจูในวันฉันป่วยนี้ เริ่มขึ้นแต่เช้าตรูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานและพี่ๆ ลุงๆ ลูกหาบของเราในทริปนี้ตื่นกันแตั้งแต่เช้า ช่วยกันจัดเตรียมหุุงหาอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่จะต้องเอาใส่ห่อไปกินระหว่างทางสำหรับทุกๆ คน การเดินทางในทริปนี้จึงถือว่าสะดวกเลยทีเดียวเพราะมีคนช่วยทำอาหารให้ 



เช้านี้ อาการไข้ไม่ได้ดีกว่าเดิมแต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าเก่า  แค่ตัวร้อนนิดหน่อยแต่ยังคงพอมีแรงมากพอที่จะแบกกระเป้าเป้ 8 กิโล ของตัวเองได้ด้วยไม่อยากเป็นภาระแก่พี่ๆ ลูกหาบซึ่งพวกเค้าต้องแบกของส่วนกลางอยู่แล้ว และด้วยความเต็มใจและตั้งใจที่จะมาที่โมโกจูแห่งนี้ โดยส่วนตัวสำหรับเราแล้วระยะทางเดินที่นี่นอกจากความไกลที่ทำให้มันโหดแล้ว การต้องแบกกระเป๋าเองนี่แหล่ะมันคืออีกหนึ่งบททดสอบของการพิชิตยอดเขาแห่งนี้ ถึงแม้ พี่ๆ เจ้าหน้าที่จะยินดีที่จะช่วยแบกแต่เราก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะแบกกระเป๋า 8 โลนี้ด้วยตัวเอง 

อย่าถามนะว่าอาบน้ำมั้ย? ใครจะอาบ หนาวจะตาย หนาวมาก น้ำนี่เย็นสุดๆ  จินตนาการให้เห็นภาพที่สุดก็ แบบว่าเอาว่าเอาน้ำแข็งแช่ในอ่างน้ำแล้วลงไปแช่นั่นแหล่ะ  เช้านั้นเราจึงทำแค่แปรงฟันและล้างหน้าเท่านั้น หลังจากกินข้าวกินยาเรียบร้อยแล้วจึงแบกเป้ขึ้นหลังและออกเดินทางกันต่อโดยปลายทางของวันที่สองนี้อยู่ที่แค้มป์ตีนดอย(แค้มป์ที่ใกล้ยอดเขาโมโกจูที่สุด)  โดยเราได้ทิ้งสัมภาระบางส่วนที่ไม่ได้ใช้แล้วไว้ที่แค้มป์นี้ อย่างพวกเสื้อผ้าเปียก เสื้อผ้าที่ใส่แล้ว เพราะวันกลับเราก็เดินกลับมาทางเดิมนี่แหล่ะ


ภาพ : ห่อข้าวไปกินกลางวัน กลางทาง

การเดินทางเริ่มต้นที่ป่าไผ่ ที่มีทางชันเล็กน้อยเรื่อยไปจนถึงป่าดิบชื้นที่มีความชันมากแบบว่าเดินไปหยุดพักไปกันเลยทีเดียว เส้นทางเดินในวันนี้ถือเป็นเส้นทางเดินที่โหดสุดกว่าทุกๆ วัน เพราะเป็นการเดินขึ้นเขาด้วยสภาพเส้นทางที่ชันถึงชันมากตลอดระยะ 8 กิโลเมตร  ระหว่างทางก็เดินกันไปหยุดพักกันไปเป็นระยะ บางคนก็เดินเร็ว บางคนก็เดินช้า อย่างเรานี่เดินช้ามาก เดินไปพักไปด้วยแรงกดจากน้ำหนักกระเป๋าและความป่วยแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้ทริปนี้เดินช้าแบบสุดๆ รวมทั้งบางครั้งก็แวะถ่ายภาพและถ่ายคลิปวีดีโอกันด้วย เราจึงถึงช้ากว่าคนอื่นๆ ในทริป จนเกือบจะไปไม่ทันดูพระอาทิตย์ตก


ภาพ : เริ่มต้นเดินทางในวันที่2


ภาพ : ชันเรื่อยๆ 8กิโลเมตร


ภาพ : เหนื่อยแทบขาดใจ

กัดฟันสู้ แบกกระเป๋าเดินทางต่อมาเรื่อยๆ จนในที่สุดพลังที่มีก็หมดลงด้วยความหิว 555  เป็นผลมาจากตอนเช้ากินข้าวมาน้อย ยังไม่ทันถึงเที่ยงก็เริ่มหมดแรงซะแล้ว ยังไม่ถึงจุดที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะแวะกินข้าวกันด้วยซ้ำ  เราจึงชวนเพื่อนๆ ร่วมทริปที่ยังคงเดินรออยู่แวะกินข้าวซะเลย   กินข้าวในป่านี่อร่อยสุดๆ ไปเลย ข้าวน้ำพริกและกุนเชียงทอด อร่อยเลิศเลอมากๆ ก็คงเพราะความหิวด้วยและที่สำคัญคือความสวยงามตามธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้านี่แหล่ะ มันทำให้เจริญอาหารสุดๆ บางทีก็มีเสียงนกร้องขับกล่อมให้ฟัง แหม่ะ !!! มันโรแมนติกมั้ยล่ะ นี่ถ้าไม่ป่วยนะ จะโรแมนติกมากกว่านี้อีกนนะเนี่ย กินข้าวเสร็จจัดยาแก้ไข้เข้าไปต่อเพื่อประทังอาการและออกเดินทางต่อ 


ภาพ : ยังชันได้อีก


ภาพ : มันยังไม่หมดพักแป๊ป


ภาพ : เหนื่อยจะแย่ 


ภาพ : พักกินข้าวกลางวัน

ระหว่างทางก่อนจะถึงจุดพัก เราแวะดื่มชา กาแฟ โกโก้ กันด้วยนะคะ ต้องยกความดีความชอบ พร้ออมกับเสียงปรบมืออันกึกก้องนี้ให้แก่ลุงฟะ ลูกหาบคนหนึ่งในทริปที่สร้างความประทับใจมากมายใให้แก่เราจนต้องนั้่งคุยกันพักใหญ่เลยทีเดียว ลุงฟะคนนี้หล่ะ ที่นอกจากจะแบกสำภาระส่วนกกลางแล้ว ลุงฟะยังแบกร้านกาแฟเคลื่อนที่ด้วยนะ ลุงฟะจะแบกของเดินนำหน้าเพื่อไปคอยต้มน้ำร้ออนไว้ชงกาแฟให้พวกเรา และจะรอจนกลุ่มสุดท้ายมาถึงจึงจะเดินไปยังจุดต่อไป  ลุงฟะเดินเก่งมากแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความประทับใจทั้งหมด แต่ความประทับใจส่วนที่เหลือนี่แหล่ะที่นำมาซึ่งความหหลงรักในรอยยิ้มของลุงฟะ 


ภาพ : ลุงฟะลูกหาบจอมพลัง

ลุงฟะมีหน้าตายิ้มแย้มอยู่ตลอด รอยยิ้มของลุงฟะมันดูอ่อนโยนอย่างบบอกไม่ถูกโดยเฉพาะช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงเวลาหนึ่งในสถานการณ์หนึ่งมันทำให้เราประทับใจลุงฟะ บางทีมันอาจจะดูธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเราแล้วมันกระทบใจอย่างอย่าง ขณะที่ลุงฟะกำลังงต้มน้ำร้อนให้เราอยู่ แมลงตัวหนึ่งบินตกลงไปในกระทะต้มน้ำร้อน ลุงฟะพยายามหากิ่งไม้มาช้อนมันออกไป  ปากก็บ่นงึมงัม ว่า ตกลงไปทำไม ฮึมม เดี๋ยวก็ตายหรอก ใครๆ อาจจะคิดว่ามันดูธรรมดา แต่เราเชื่อว่าถ้าใครได้อยู่ตรงนั้นแล้วเห็นหน้าตาท่าทางของลุงฟะแล้วละก็ต้องประทับใจ และสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของลุงฟะเป็นแน่ และนี่ก็นำมาซึ่งการพูดคุยกับลุงฟะ ถึงแม้เราจะคุยกันฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  แต่ลุงฟะก็มักจะยิ้มอ่อนโยนเสมอ 


ภาพ : ลุงฟะต้มน้ำร้อนให้ เพื่อใครอยากกินกาแฟ


ภาพ : ลุงฟะบริการ จุดพักนี้ใกล้ลำธาร วิ่งไปตักน้ำมาต้มให้ ก่อไฟให้อย่างมืออาชีพ


ภาพ : ลุงฟะต้มน้ำในกะทะ


ภาพ : ตักน้ำชงกาแฟซองที่พกมา

ต้องบอกเลยว่าทริปนี้ลุงฟะนี่แหล่ะเป็นอะไรที่ทำให้หัวใจยิ้มได้เลยทีเดียว ลุงฟะเป็นชนเผ่ามูเซอ ที่อยู่ในป่าพื้นที่ของอุทยานแห่งาติแแม่วงก์ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งเป็นอุทยานฯ ระหว่างทางเรายังคงเดินผ่านบ้านลุงฟะด้วยซ้ำไปแต่เป็นเพียงซากบ้านที่มีแต่เสาไม้เท่านั้น เพราะหลังจากจัดตั้งเป็นอุทยานฯ ลุงฟะ และอีกหลายชนเผาก็ได้ย้ายออกจากป่าในพื้นที่อุทยานฯ แห่งนี้ เพราะฉะนั้นลุงฟะจึงโตมากับป่านี้และรู้จักที่นี่ค่อนข้างดี ลุงเลยเดินข้ามไปถึงอุ้มผางจากแม่วงก์ใช้เวลา5-6 วัน  เสียดายที่ได้คุยกับลุงน้อยไปหน่อยด้วยความป่วยไว้มีโอกาสเราคงได้คุยกันอีก "ลุงฟะ"

จากจุดพักก่อนถึงแค้มป์เราเริ่มเดินทางกันต่อ จนถึงจุดชมวิวที่สามาถมองเห็นหินเรือใบ สัญลักษณ์ของยอดเขาโมโกจูแบบไกลๆ แค่นั้นคนป่วยอย่างเราก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นและเดินต่อไปหลังจากหยุดชมความงามแบบไกลๆ ไปแล้ว  ก่อนจะถึงทางชันเฮือกสุดท้ายและจะถึงแค้มป์ เราจะผ่านคลองสองซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนถึงที่พักในคืนที่สองของเราที่เราจะได้เติมน้ำดื่มจากลำธารใส่ขวดให้เต็มก่อนจะเดินขึ้นไปยังแค้มป์  เราใช้เวลานานกว่าคนอื่นมากกว่าจะถึงแค้มป์ก็ปาเข้าไปสี่โมงครึ่งเข้าไปแล้ว เพราะงั้นเมื่อถึงแค้มป์ วางสัมภาระเข้าเต้นท์เสร็จจึงรีบเดินต่อไปยังยอดเขาเลยทันที ด้วยระยะทางไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรกับเวลาประมาณ 15-20 นาที เราก็มาถึงแลนด์มาร์คของยอดเขาโมโกจูแห่งนี้ ด้านบนทางบางช่วงค่อนข้างแคบ จึงต้องระมัดระวังให้ดีเวลาเดิน  

ภาพ : เดินทางต่อ


ภาพ : มีเหนื่อยพักตักน้ำในลำธารดื่มก่อน

ภาพตรงหน้านี่คืออะไรกัน สวยงามพานอรามา 360 องศา จนเกือบจะลืมว่าป่วยเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่ทันได้ลืมซะทีเดียว ก็ลมแรงๆ นี่สิ ดันทำน้ำมูกไหลย้อยออกมาอีก ก็แหม่ะ !!! รีบขึ้นมาจนลืมเสื้อกันหนาวไปเลย   ด้านบนนี้มีหินเรือใบ ที่ใครๆ ก็มาถ่ายภาพกัน


ภาพ : เห็นยอดเขาแล้ว


ภาพ : ลุยกันอีกนิดเดียว


ภาพ : ยอดเขาโมโกจู เรามาถึงแล้ว


ภาพ : โครตเหนื่อย แต่บนนี้สวยมาก


ภาพ : พระอาทิตย์กำลังจะตก




ขอขอบคุณ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานสุโขทัย และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 


จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,