ตอนที่ 3 พิชิต“โมโกจู” วันที่3 เดิน8 กิโลเมตรพิชิตยอดเขา

เช้าวันที่สามทุกคนดูกระปรี้กระเปร่ากันเป็นพิเศษ หลังจากกินข้าวเช้าและจัดเตรียมของใช้ส่วนตัวเสร็จ ก็ถึงเวลาเริ่มต้นการเดินทางที่เช้ากว่าทุกวัน เพราะในวันนี้เราจะเดินเท้าขึ้นสู่ยอดโมโกจูซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ระดับความสูง 1,964 เมตร แม้จะมีระยะทางรวมเพียง 8 กิโลเมตรสู่แคมป์ตีนดอย แต่ก็นับเป็น 8 กิโลเมตรนรกที่ทั้งเหนื่อย และอันตรายต่อสุขภาพขาเป็นอย่างมาก เพราะเกือบตลอดเส้นทางเป็นทางชันมากชันน้อยสลับไปมา มีเส้นทางราบให้เดินเพียงเล็กน้อย บางจุดหากต้องการพักเหนื่อย ก็ต้องใช้วิธีเกาะต้นไม้พยุงตัวไว้ 


เรื่อง/ภาพ โดย ปลายฟ้า

เส้นทางในวันที่สามนี้ทรมานร่างกายเราตั้งแต่ช่วงแรกเพราะเป็นเนินที่ค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆสองข้างทางเป็นป่าไผ่ที่ปกคลุมหนาแน่น เงยหน้าไปก็มองเห็นแต่ทางเดินขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้สะดุดตาเริ่มรู้ตัวเองว่าสภาพร่างกายแย่กว่าที่คิด กว่าเยื้องย่างแต่ละก้าวลงไปนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร เสต็ปการเดินช้าลงกว่าสองวันแรกอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังต้องพักเหนื่อยบ่อยขึ้นเพราะสภาพร่างกายส่งสัญญาณเตือนเป็นความปวดร้าวที่ฝ่าเท้า หัวเข่า และน่องเป็นระยะ

ทุกคนค่อยๆเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆตามสภาพร่างกายของแต่ละคนที่บอบช้ำมาจากสองวันแรก ทำให้กลุ่มในการเดินวันนี้เป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่ม ไม่มีใครอยากฝืนร่างกายพอเริ่มเหนื่อยก็หยุดพัก ตามโขดหินหรือต้นไม้ต่างๆ เมื่อร่างกายพร้อมก็เริ่มเดินต่อ ซึ่งรอยยิ้มและกำลังใจของวันนี้คือทางราบที่มีอยู่น้อยนิดและทางลงลาดชันที่มีอยู่ไม่มากนัก แต่ไม่ใช่เพียงก้มหน้าก้มตาเดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พี่อาทิตย์ผู้นำทางของพวกเราก็จะชี้ให้ดูร่องรอยเท้า และมูลสัตว์ที่พบเห็นให้ดูเป็นระยะ ทำให้ทุกคนได้ใช้เวลาในช่วงนั้นหยุดพักเหนื่อยและรับความรู้ไปพร้อมๆกัน 



สะดุดตาเดินไปพลางพักไปพลางก็มาถึงจุดที่เรียกว่า มอยาว เป็นเนินที่ทั้งยาวและชันมองไปทางไหนก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุด หน้าที่ของเราก็ยังคงเหมือนเดิมคือแบกร่างของตัวเองผ่านเนินนี้ไปให้ได้ หลังจากเดินมาได้ระยะทางไกลพอสมควรดูเวลาแล้วใกล้เที่ยง เราก็มาถึงจุดพักกินข้าวกลางวันซึ่งน่าจะเป็นจุดพักอย่างจริงจังจุดแรกของวันนี้ที่บริเวณใกล้คลองหนึ่ง ซึ่งเป็นหุบเขามีลำห้วยเล็กไหลผ่าน ที่พี่อาทิตย์และพี่ตอนบอกว่าเมื่อมาถึงบริเวณนี้แล้วก็นับเป็นครึ่งทางของการเดินทางของวันนี้แล้ว

หลังจากทานข้าวและพักเอาแรงเสร็จแล้ว เส้นทางจากคลองหนึ่งไปยังคลองสองก็ยังคงต้อนรับผู้มาเยือนด้วยทางชัน แบบไม่มีที่สิ้นสุดจนมาถึงจุดที่พี่อาทิตย์บอกว่า สามารถมองเห็นยอดดอยโมโกจูได้ แต่เหมือนท้องฟ้าจะยังไม่อยากให้สะดุดตากับยอดดอยโมโกจูเจอกันเร็วเกินไป ส่งหมอกและไอความเย็นมาเป็นอุปสรรค พอมาถึงตรงนี้แล้วทุกคนเริ่มกลัวว่าท้องฟ้าด้านบนจะปิดเหมือนที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้หรือไม่ เมื่อเดินมาถึงคลองสองทุกคนรีบกระตือรือร้นในการตักน้ำใส่ขวดของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม 

เพราะที่นี่เป็นลำห้วยแห่งสุดท้ายของวันนี้ต้องกักตุนน้ำ ให้พอดื่มถึงพรุ่งนี้ ในช่วงลงจากแคมป์ตีนดอย 

เมื่อเติมน้ำและพักเหนื่อยกันเรียบร้อยแล้ว พี่อาทิตย์ชี้ให้ดูเนินสุดท้ายที่อยู่ตรงหน้าก่อนขึ้นสู่แคมป์ตีนดอย ที่พี่อาทิตย์ตั้งชื่อให้ว่า "หักงวงไอยรา" ด้วยเส้นทางที่โหดระดับสุดยอด แทบไม่มีทางราบให้หยุดพักหายใจ บางช่วงทางชันไม่ต่ำกว่า 70องศา ยังดีที่ธรรมชาติไม่โหดร้ายนักส่งต้นไม้มาเป็นตัวช่วยในการเหนี่ยวรั้งร่างกายที่เริ่มหมดแรงลงเรื่อยๆของทุกคนให้ผ่านพ้นเส้นทางสุดโหดนี้ไปได้จนมาถึงจุดหมายที่ แคมป์ตีนดอย สถานที่กางเต็นท์ค้างแรมในวันมี่สามนี้ ใช้เวลาการเดินทางทั้งหมดกว่า 8 ชั่วโมงจากแคมป์แม่เรวาจนมาถึงที่นี่



แม้ทุกคนจะหมดแรงจากการเดินทางเกือบครึ่งวัน จนมาถึงแคมป์ตีนดอย แต่ภารกิจของวันที่สามยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเดินป่าระยะไกลผ่านอุปสรรคต่างๆตลอด 3 วันอยู่ใกล้แค่เอื้อมเพียงประมาณ 1 กิโลเมตรจากแคมป์ตีนดอยเราก็จะได้เหยียบอยู่บนยอดดอยโมโกจูแล้ว แต่ด้วยสภาพอากาศช่วงเวลาที่เราเดินมาถึงแคมป์ตีนดอยเต็มไปด้วยหมอกหนาและความหนาวเย็น ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าจะไมได้เห็นภาพพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ยอดดอยโมโกจูได้สวยงามอย่างที่ฝันไว้ แต่ทุกคนก็ยังมุ่งมั่นที่จะขึ้นไปสู่ยอดดอยโมโกจู 

และเมื่อทุกคนมีความศรัทธาธรรมชาติก็แสดงให้เห็นว่า หากเราไม่ทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะไม่ทำร้ายเรา พร้อมส่งสายลมมาพัดพาเมฆหมอกที่ปกคลุมยอดเขาออกไปจนเริ่มมีแสงแดดรอดผ่านต้นไม้ให้ทุกคนได้ชื่นใจ ใช้เวลาเพียงไม่นานสะดุดตาก็พาตัวเองขึ้นมาถึงยังบริเวณที่โล่งบนยอดดอยโมโกจูจนได้







ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นบนยอดดอยโมโกจูนั้น ไม่สามารถแสดงออกมาเป็นคำพูดได้ แต่สัมผัสความรู้สึกของทุกคนได้ผ่านรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ถึงความสำเร็จและภาคภูมิใจในการมาถึงจุดหมายในครั้งนี้ 



พอมายืนอยู่บนยอดดอยโมโกจูท่ามกลางสภาพออากาศแบบนี้ รู้สึกเหมือนเรากำลังยืนอยู่บนทะเลเมฆหมอกสีขาวโพลนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เบื้องหน้าเป็นภาพเส้นขอบฟ้าที่สะดุดตาได้แต่ตะลึงและทึ่งในความงดงาม ยิ่งยามพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่บนสวรรค์ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสวรรค์เป็นสถานที่ที่สวยงามขนาดไหน แต่สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ยอดอยโมโกจูแห่งนี้คือสวรรค์ในความคิดของทุกคนแน่นอน 





แสงสีทองนวลตรงเส้นขอบฟ้าที่มองเห็นได้ชัดเจน ยังเป็นภาพความทรงจำที่สะดุดตายังจำมาได้ถึงทุกวันนี้ พอมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีใครโอดครวญถึงความเหนื่อยล้าจากเส้นทาง 8 กิโลเมตรสุดโหดเลยสักนิด เพราะทุกคนกำลังต้องมนต์ความงามเหมือนตกอยู่ในภวังค์ที่ธรรมชาติส่งมาเป็นของขวัญสำหรับความพยายามและอดทนในการเดินทางจนมาถึงจุดหมาย




จังหวัด: 
ลักษณะแหล่งท่องเที่ยว: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,