การเดินทางวันที่สาม สำรวจชอนจู เมืองน่ารัก แล้วไปชมธรรมชาติแปลกเขาไมอีซาน

เมื่อคืนในโฮมสเตย์ที่หมู่บ้านชอนจูฮันอก (Jeonju Hanok Village)  หมู่บ้านวัฒนธรรมกลางเมืองชอนจูที่มีเสน่ห์มากๆ นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีมาเที่ยวที่นี่กันเยอะมาก เป็นเมืองที่ถ่ายรูปสวย และยังมีความน่าสนใจหลายจุดทีเดียวที่ทำให้ดูแตกต่างจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รายรอบ ชอนจู 



มื้อเช้าเรามีโอกาสได้กินอาหารเช้าในแบบคนเกาหลี แล้วก็มีผลไม้และชาร้อนๆ ขนมปังมาให้เลือกกินด้วย แต่หลักๆของอาหารเช้าคือ ซุปถั่วดำที่เหลวเหมือนน้ำครับ น่าจะมีผสมเกลือลงไปเล็กน้อยด้วย อร่อยมากครับ แต่ถ้าไม่มีเกลือนี้จืดมากครับ แล้วก็กินกับผลไม้ ส่วนที่สำคัญสุด และภูมิใจเสนอมากคือ ลูกพลับครับ เค้าบอกว่าคนเกาหลีชอบกินลูกพลับเละๆ(ซึ่งมีราคาแพง) ใช้ช้อนตักกินได้เลย ที่โฮมสเตย์เขาเก็บไว้ที่ไหหน้าบ้าน แบบเดียวกับไหที่เราเคยเห็นในหนังตอนทำกิมจินั้นละครับ เขาใช้มันเหมือนตู้เย็น 


ภาพ : อาหารเช้าที่โฮมสเตย์ ในหมู่บ้านชอนจูฮันอก (Jeonju Hanok Village) 


ภาพ : ซุปถั่วดำ อาหารเช้าหลักของเรา


ภาพ : ตามด้วยลูพลับเละๆปอกเปลือกกินด้วยมือแบบนี้แล้วก็ช้อนตักได้เลย

ค่าพักโฮมสเตย์ในหมู่บ้านชอนจูฮันอก (Jeonju Hanok Village) ราคาจะใกล้เคียงกัน พักเดี่ยวห้องน้ำในตัว ราคาที่60,000วอน/คืน 

สำหรับแผนการเที่ยววันนี้ของเราคือ การเดินเที่ยวสำรวจไปรอบๆหมู่บ้านวัฒนธรรมแห่งนี้ ที่มีจุดหน้าสนใจหลายแห่ง ยังมีร้านอาหารและอาหารน่ากินอีกเพียบที่จะทำให้เรารู้จักเกาหลีมากขึ้น มาดูกันครับว่าเราไปไหนกันบ้าง 


ภาพ : ต้นแป๊ะก๊วยกำลังเหลืองอร่ามสวยเชียว บรรยากาศยามเช้า

โบสถ์คริสต์ Jeondong (전주 전동성당)  (โบราณสถานหมายเลข 288)
เป็นโบสถ์แห่งแรกของเกาหลี และว่ากันว่าสวยที่สุดในเกาหลี และยังสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สละชีพเพื่อศาสนาคนแรกที่เสียชีวิต ในสมัยที่เกาหลีใต้ยังไม่อนุญาตให้มีการนับถือศาสนาคริสต์ได้ ในยุคราชวงศ์โซชอน  ซึ่งมี Yun Ji-chung(Paul)  และ  Kwun Sang-yon(James) เสียชีวิตในปี 1791 และ Yu hang-geom(Augustine)  และ Yun Ji-heon(Francis)  เสียชีวิตในปี 1801 เพราะนับถือศาสนาคริสต์ 

ต่อมาที่ดินบริเวณนี้ถูกซื้อโดย Baudenet พระคาทอลิกชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1891 แต่โบสถ์ยังไม่ถูกสร้างขึ้นจนกระทั่งปี ค.ศ.1908 คริสตจักรก็ได้รับการออกแบบโดยพระคาทอลิก Poinel ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบ โบสถ์คาทอลิกMyeongdong ในกรุงโซล ก่อสร้างวิหารเสร็จในปี ค.ศ.1911 ในช่วงเวลาที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น และที่น่าสนใจมาก หินส่วนที่ใช้ก่อสร้างรากฐานของวิหาร และบางส่วนของอาคาร สร้างขึ้นจากกำแพงของป้อมปราการ Jeonjueupseong ซึ่งเป็นของพวกญี่ปุ่นนำมาสร้าง โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์หรือความสามัคคีของวัฒนธรรมเกาหลีแบบดั้งเดิม และวัฒนธรรมตะวันตก


ภาพ : โบสถ์คริสต์ Jeondong 


ภาพ : รูปปั้นการเสียสละชีวิตเพราะนับถือคริสต์
 
ชอนจู Gyeonggijeon  (โบราณสถานหมายเลข 339)
เป็นโบราณสถานที่มีลักษณะ เหมือนที่เคารพศพ หรือศาลเจ้า สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ.1410 ด้านในมีภาพของกษัตริย์ Tae-jo ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โชซอน เมื่อก่อนไม่มีภาพถ่ายเขาจึงทำภาพเขียนวาดรูปเหมือนของกษัตริย์ Tae-joขึ้น จากช่างฝีมือวาดรูปที่ดีที่สุดในเกาหลีสมัยนั้น วาดลงบนผ้าไหม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ แต่ปัจจุบันภาพของจริงถูกเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไปแล้วนะครับ ที่เห็นอยู่นี้เป็นของทำเลียนแบบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็น ที่นี่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปภาพด้านใน แต่เนื่องจากทีมเราได้รับการอนุญาตจากการท่องเที่ยวเกาหลีมาแล้วจึงเก็บภาพมาฝากกันได้ อย่างที่เห็น 


ภาพ : ภายในช อนจู Gyeonggijeon 


ภาพ : ภาพผ้าไหมของกษัตริย์แทโจ

ภายในGyeonggijeon ยังมีอาคารที่เก็บรวบรวมหนังสือโบราณไว้อีกด้วยนะครับ  


ภาพ : อาคารเก็บหนังสือโบราณ


ภาพ : ภายในอาคารเก็บหนังสือ จัดแสดงหนังสือโบราณ

มีค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ ราคาต่อคน 
ผู้ใหญ่ 1,000 วอน(ประมาณ 30บาท) / นักเรียน 700 วอน / เด็ก 500 วอน


หลังจากเยี่ยมโบราณสถานกันแล้ว เราจะไปชมหมู่บ้านนี้จากมุมสูงกันครับ เมื่อวานขึ้นไปชมบนร้านกาแฟมาแล้ว วันนี้จะขึ้นไปชมบนภูเขาลูกเล็กๆที่ติดกับตัวหมู่บ้านชอนจูฮันอกเลยละครับ เรียกว่ากลางใจเมือง แต่ระหว่างเดินผ่าน เห็นการตกแต่งทางเดินฟุตบาทของหมู่บ้านนี้แล้วสะดุดตามากครับ จะเรียกว่ามีลำธารไหลผ่านก็ว่าได้ บางช่วงจัดทำเป็นน้ำพุและลำธารไว้ น้ำไหลใสเย็นสะอาดมาก เป็นการตกแต่งเมืองที่สวยมากครับ 


ภาพ : น้ำพุในเมืองที่ไหลมาเป็นลำธาร ตลอดแนวฟุตบาท


ภาพ : ลำธารริมฟุตบาท

ตรงจุดบริเวณภูเขา มีป้ายชื่อหมู่บ้าน ชอนจูฮันอก (jeonju Hanok Village) สลักบนก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ด้วย เราเดินไปตามทางขึ้นเขาเพื่อไปยังจุดชมวิว แค่ทางเดินก็สวยแล้วครับ น่าเดินมากทีเดียวเหมือนมาเดินเล่นในป่าบนภูเขา ทางเดินทำด้วยไม้ เข้ากับธรรมชาติรอบข้างได้ดีมากครับ พอถึงจุดชมวิว มองลงมาเห็นเมืองแล้วสวยมาก เพราะเหมือนมองเห็นเมืองโบราณ ที่บ้านแต่ละหลังมีหลังคากระเบื้องแบบโบราณกันทั้งนั้น ในพื้นที่โซนวัฒนธรรม ดูแล้วไม่ขัดตา สวยมากครับ ถึงจะมีบ้านหรือร้านค้าสร้างขึ้นมาใหม่ในโซนนี้เขาก็จะสร้างในแบบโบราณเพื่อให้เข้ากันไม่ขัดตา 


ภาพ : ป้ายชื่อ หมู่บ้านชอนจูฮันอก (Jeonju Hanok Village)


ภาพ : มีจุดชมวิวบนเขา


ภาพ : มองหมู่บ้านชอนจูฮันอก จากบนเขาลงมา

เดินลงเขามาครับ จุดต่อไป เราได้เห็นภาพเขียนสีริมกำแพง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10ภาพ ทั้ง10ภาพ เป็นภาพของจุดสำคัญต่างๆของเมืองชอนจูแห่งนี้ที่มาแล้วไม่ควรพลาด 


ภาพ : 10ภาพ 10จุดของชอนจูที่น่าสนใจ

Jeonju Hyanggyo หรือ โรงเรียนขงจื้อ (전주향교)   
เป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน ประมาณช่วงปี ค.ศ.1392-1910 และได้ถูกบรรจุให้เป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์หมายเลขที่ 379 ของประเทศเกาหลีใต้ เป็นศูนย์กลางการศึกษาแห่งชาติในสมัยโชซอน ด้านในมีศาลเจ้าขงจื้อตั้งอยู่ด้วย และยังมีต้นแป๊ะก๊วยอายุ 380ปีด้วย ต้นใหญ่มากเลยครับ วันที่ไปชมนี้พื้นใบร่วงลงมาเหลืองเต็มพื้นเลยละครับ มีคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันที่นี่ด้วย 


ภาพ : โรงเรียนขงจื้อ โรงเรียนเก่า



หลังจากนั้นไปกินข้าวเที่ยงกันครับ มื้อเที่ยงนี้เป็นมื้อที่เรียกว่าจัดเต็มอาหารเกาหลีกันเลยทีเดียว ได้รู้จักอาหารเกาหลีหลายอย่างมากๆ มีหลายเซ็ตที่ต้องทำความรู้จัก รวมทั้งการกินแบบเกาหลี โดยเฉพาะความไว คนเกาหลีกินอาหารไวจริงๆครับ มื้อนี้ถือว่าราคาแพงอยู่ครับ อาหารที่กินไปทั้งหมด 15อย่าง เป็นอาหารชุดที่ทุกคนจะได้กินแบบนี้เหมือนกันหมด คนเกาหลีจะกินอาหารเป็นชุดๆครับ ถ้วยจานนี้วางกันเต็มโต๊ะ กินอะไรหมดแล้วก็ยกออกไป ผมนี้กินแทบไม่ทัน อิ่มแล้วก็ยังมีออกมาอีก เพราะยังเสิร์ฟไม่ครบเซ็ต อิอิ อ้วนกันไปเลยรับ แต่ละชุดที่เสิร์ฟออกมาไม่ธรรมดาสักอย่าง ต้องขออธิบายกันแยกต่างหากไม่งั้นบทความนี้กลายเป็นเรื่องอาหารแน่ๆ แต่ขอบอกว่าอร่อยมากๆ ต่างจากที่ผมเคยสัมผัสในเมืองไทย หรือร้านอาหารเกาหลีหลายร้านที่เคยมากิน ร้านนี้แนะนำได้เลยครับ แต่ว่าราคาก็สูงตามไปด้วย ชุดที่ผมกินนี้ราคา 160,000 วอน หรือประมาณ 4,800 บาท แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ เซ็ตมันใหญ่จริงเพื่อทำความรู้จักอาหารเกาหลีแบบต้นตำหรับอย่างแท้จริง เดียวไปกินร้านอื่นจะได้รู้ว่า อะไรที่เรียกว่าเกาหลี อะไรที่เรียกว่าอร่อย จริงมั๊ยครับ ไม่งั้นเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าแบบไหนคือความอร่อยของอาหารเกาหลี 


ภาพ : รับประทานอาหารเที่ยงกัน


ภาพ : อาหารในชุดนี้มีหลากหลายมาๆครับ


ภาพ : อาหารเที่ยง


ภาพ : อาหารเที่ยง


ภาพ : อาหารเที่ยง กับอาหารพื้นเมืองเกาหลีแท้ๆ

ช่วงบ่ายของวัน เราจะออกเดินทางไปนอกเมืองสักหน่อย แผนของการเดินทางคือ ไปเที่ยว ธรรมชาตินอกเมืองกันบ้าง ภูเขาMaisan (마이산도립공원) แล้วก็จะเดินทากลับเข้ากรุงโซลกันเลย 

ภูเขาMaisan(ไมอีซาน) (마이산도립공원) ที่นี่มีภูเขาฝาแฝดที่มีลักษณะแปลกตามากครับ ลักษณะทางธรณีวิทยาก็ยิ่งนับว่าแปลก ที่น่าสนใจอีกอย่างภูเขาแห่งนี้ในสมัยราชวงศ์ โชซอน มันมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ฤดูใบไม้ผลิจะเรียกว่า Dotdaebong, ในช่วงฤดูร้อน Yonggakbong ,ในฤดูใบไม้ร่วง Maibong และในฤดูหนาว Munpilbong ภูเขาลูกหนึ่งสูง 680 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนอีกลูกสูง 686 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่บอกเราว่าในฤดูหนาว น้ำค้างที่นี่จะแปลกกว่าที่อื่น น้ำค้างจะเป็นน้ำแข็งและมีลักษณะชี้ขึ้นฟ้า เรื่องลักษณะทางธรณีที่ว่าแปลก นั้นต้องมาดูเองเลยครับ ที่เห็นนี้ไม่ใช่ภูเขาหินแบบที่เราเคยเห็น แต่มันเป็นเหมือนดินร่วนๆที่มีก้อนหินเล็กๆจำนวนมากผุดขึ้นมากองเป็นภูเขาอย่างที่เห็น เขาคาดกันว่าเกิดขึ้นเมื่อ 100ล้านปีมาแล้ว 


ภาพ : นั่งรถมาถึงเขาMaisan(ไมอีซาน) 


ภาพ : ลักษณะของเขาไมอีซาน ชาวเกาหลีบอกว่าเหมือนหูม้า เป็นเขาแฝด

ความน่าสนใจอีกอย่าง ของภูเขาแห่งนี้คือมีเจดีย์หินกว่า 120 เจดีย์ เขาMaisanยังเป็นสถานที่สวยงามและโรแมนติกมากๆ ถนนสองข้างทางจากลานจอดรถ เราเดินเข้ามาจะมีต้นซากุระปลูกไว้เต็มสองข้างทาง ช่วงมีนาคม-เมษายน จะบานสะพรั่งสวยงามมาก กลายเป็นหุบเขาแห่งความรักไปเลย 

ที่นี่มีวัด3แห่งมีแห่งหนึ่งอยู่บนผาสูงชื่อว่า Geumdang Temple ซึ่งวัดเดิมอยู่บนเขาสูง เราสามารถมองเห็นได้ครับ อายุเก่าแก่ประมาณ 1,300ปี แต่ตอนนี้มาสร้างใหม่ด้านล่างแล้วครับ เดินไปด้านในสุด ซึ่งเป็นจุดที่เราจะไปดูเจดีย์หินกันครับ จะมีวัดชื่อว่า Tapsa Temple จุดนี้เองที่มีเจดีย์หินที่ว่าสร้างขึ้นโดย K.Y.Lee เพียงคนเดียว ในปี ค.ศ.1885 ก็ราวๆร้อยกว่าปีมาแล้วครับ ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลี เขาตั้งใจที่จะสร้างมันขึ้นมาตลอดระยะเวลา30ปี ด้วยตัวเขาเองลำพัง เพื่อขอพร ขอให้ขับไล่ทัพญี่ปุ่นออกไปจากเกาหลี ใช้เพียงก้อนหินตั้งเรียงก่อขึ้นเป็นเจดีย์ เจดีย์เหล่านี้ไม่เคยล้มลง มันตั้งมั่นอยู่ได้แม้ว่าจะมี พายุ มีฝน ลมแรง หรือ หิมะตก 


ภาพ : ต้นซากุระเต็มสองข้างทาง


ภาพ : วัดTapsa Temple จุดที่มีเจดีย์หิน อยู่ติดกับตัวเขาไมอีซานที่เป็นรูปหูม้า


ภาพ : เจดีย์หินที่สร้างด้วยมือของผู้ชายคนเดียว


ภาพ : หินที่ตั้งอยู่นี้ มีอายุกว่า ร้อยปีมาแล้วนะครับ ยังคงตั้งตรงอยู่

ค่าเข้าชมภูเขาMaisan(ไมอีซาน) 
ผู้ใหญ่ 2,000 วอน(ประมาณ 60บาท) / นักเรียน 1,500 วอน / เด็ก 1,000 วอน


ภาพ : ระหว่างทางเดินทางกลับพระอาทิตย์กำลังตกพอดี

หลังชมเขาMaisan เรียบร้อยมุ่งหน้ากลับกรุงโซลกันเลยครับ เป้าหมายก็ไปกินข้าวมื้อค่ำกันที่โซล แล้วมีเวลาไปช้อปปิ้งกันก่อนนอน เพราะคืนนี้นอนไม่ไกลจาก ตลาดทงแดมุน(Dongdaemun Market) ซึ่งคล้ายกับประตูน้ำบ้านเราครับ คือมีร้านขายกันเป็นตึก แบ่งล๊อคขายสินค้าแฟชั่น เดินเข้าไปนึกว่าประตูน้ำ ราคาสินค้าก็ต่อรองได้แบบเดียวกับประตูน้ำเลยครับ ต่างกันก็ที่เขาแบ่งโซนระหว่างขายปลีก กับขายส่ง ซึ่งถ้าไปเดินโซนขายส่งเราคงซื้อกันไม่ได้ครับถูกจริงแต่ต้องซื้อกันครั้งละมากๆถึงจะขาย ส่วนเวลาขาย ตลาดทงแดมุน เปิดกันตั้งแต่เช้ายันดึกละครับ เห็นบางตึกปิดตี4เลยทีเดียว ช้อปกันได้ทั้งคืน แต่ว่าอากาศข้างนอกนี้หนาวมากครับ ไม่รู้ผมจะทนได้นานแค่ไหน ส่วนในตึกนี้ก็อุ่นเกินไปปะ สรุปแล้วผมเดินตึกนั้นเข้าตึกนี้อยู่พักใหญ่ ก็กลับเข้านอนละครับ 


ภาพ : อาหารค่ำมากินบุฟเฟ่ต์ชื่อดังของเกาหลี มีอาหารหลากหลาย นานาชาติประมาณนั้น


ภาพ : มาเดินทงแดมุน ช้อปปิ้งจร้า


ภาพ : สำรวจตลาดกันหน่อย อยากกินสตรอเบอรี่


ภาพ : ย่านทงแดมุน ขายสินค้าแฟชั่นราคาไม่แพง 

คืนนี้นอนกันที่โรงแรมในเครือ Benikea ชื่อว่า โรงแรม Hotel Acacia ครับ แผนพรุ่งนี้เรามีเที่ยวอีกวัน แทบทงแดมุนนี้ละครับ ยังมี Dongdaemun Design Plaza (DDP) อาคารดีไซน์สุดล้ำของเกาหลี แล้วก็จะพาไปชม K-pop Hologram Concert เป็นการแสดงโชว์ที่นำเอาวัฒนธรรมด้านเสียงเพลงเกาหลี มารวมกับเทคโลยีได้น่าสนใจมาก ก่อนบินกลับเมืองไทย แล้วจะพาเดินชมสนามบินด้วย 


ภาพ : ที่พักของเรา Hotel Acacia 


ภาพ : ลักษณะห้องพักของเรา 



 
ขอบคุณ : การท่องเที่ยวเกาหลี และสายการบินเจจูแอร์

ต่างประเทศ: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel

porna,yetiskin porno,porno film izle,+18 periscope izle,